delight love ,ตอนที่7
posted on 12 Oct 2011 20:21 by angeliga in delightloveตอนที่7
“ส่งเสริมสถาบันครอบครัว”
หลังจากความฝันอันแสนหวาน จนเป็นต้นเหตุให้โดนขโมยหอมแก้มไปวันนั้น ควอนจียงก็พยายามหนีห่างจากตัวอันตรายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น ทุกวันหลังจากพา ซึงฮยอนไปทำแผลแล้ว เด็กหนุ่มเลือกที่จะลงไปนั่งเล่นที่ห้องพี่ดองอุคและพี่แทบินจนดึกดื่นอยู่เสมอ
แต่มีหรือซึงฮยอนจะยอมปล่อยให้ควอนจียงลงไปคนเดียว เกิดรุ่นพี่สองคนนั้นมันจับตัวเล็กของเขาไปปลุกปล้ำขึ้นมาใครจะช่วยทัน หรือถ้าพี่สองคนนั้นมันนินทาว่าร้ายเขา เขาก็จะได้แก้ตัวได้ทันท่วงที และอีกสารพัดเหตุผลที่เขาเอาขึ้นมาอ้าง
แต่เหตุผลจริงๆคืออยากใช้เวลาอยู่ใกล้เจ้าตัวเล็กนี่ให้นานที่สุด โธ่ถัง ก็เวลาแค่สองอาทิตย์ มันสั้นนิดเดียวนี่ครับ
จึงกลายเป็นว่าทั้งสองคนลงมาขลุกอยู่ที่ห้องพี่แทบินและดองอุค “ทุกคืน” ฝ่ายพี่ดองอุคไม่มีปัญหา เพราะเอ็นดูเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักคนนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับพี่แทบินแล้ว ควอนจียง เสมือนกระดูกชิ้นโตที่มาขัดขวางเวลาสวีทหวานของเขากับภรรยา
จนค่ำคืนนี้ ท้องฟ้ายามรัตติกาลครอบคลุมไปด้วยเมฆฝนทะมึน เสียงคำรามครืนครั่น ของฟากฟ้าดังก้อง เหมือนเสียงคำรามในใจของอิมแทบิน
พี่ล่ำคว้าแขนของ ชเวซึงฮยอน กระชากลากถูออกมาที่ระเบียงด้านนอก แม้ลมกรรโชกแรง แต่ลมพายุในใจของอิมแทบินรุนแรงกว่า
“ซึงฮยอนอ่า นายกับตัวเล็ก มาห้องฉันทุกวันแบบนี้ก็แย่สิ”แทบิน พูดเสียงทุ่มต่ำในลำคอแสดงออกถึงความไม่พอใจเป็นที่สุด แต่ชเวซึงฮยอนกลับหัวเราะขบขันกับท่าทีของรุ่นพี่สุดล่ำ
“อะไรกันครับพี่ ก็พี่ดองอุคเขาเอ็นดูจียงดีนี่นา โถ พี่ ใช่ว่าผมอยากมารบกวนพี่เสียเมื่อไหร่ แต่เจ้าตัวเล็กนั้นน่ะ ดื้อจะลงมาให้ได้ทุกวัน ความจริงผมอยากอยู่กับเขาสองคนจะตาย” ซึงฮยอน พูดพร้อมทอดถอนใจ ตั้งแต่ได้หอมแก้มไปวันนั้นสามวันเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้อยู่ใกล้ คนน่ารักนั้นอีกเลย
ตอนเช้า จียงก็รีบออกไปทำงาน ตกเย็นพอพาเขาไปหาหมอเสร็จก็ดึงดันหาเรื่องมานั่งเล่นกับพี่ดองอุค จนดึกดื่น ก่อนนอนทุกค่ำคืน ก็เล่นสงครามชิงห้องนอนกันอีก ใครเข้าห้องนอนได้ก่อนคนนั้นยึดห้องนอนไป แถมเจ้าตัวแสบนั้นขโมยเอากุญแจห้องนอนเขาไปเก็บไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น เรื่องเขาจะแอบไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปลักหลับเป็นอันหมดสิทธิ์
แต่กระนั้นซึงฮยอน เองก็แกล้งแพ้ทุกคราว ยอมให้ตัวเล็กได้นอนอย่างอบอุ่นปลอดภัยในห้องนอนแสนสบายของเขา ส่วนตัวเขาเองยอมนอนปวดหลังอยู่บนโซฟา
“นายไปทำอะไรให้จียงเขากลัวนักหนาวะ เด็กนั่นถึงได้ดูท่าทางไม่อยากเข้าใกล้นายขนาดนั้น” อิมแทบิน ถามเพื่อนรุ่นน้องอย่างสงสัยเต็มประดา
“หึหึ ผมก็แค่” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ แล้วจึงสาธยายต่อ
“จับเป้ากางเกงเขา บังคับเขาให้จับเป้าผม เสนอกางเกงในของผมให้เขาใส่ ถ่ายรูปตอนเขาหลับเก็บไว้ แล้วก็ขโมยหอมแก้มเขาไปทีหนึ่ง แค่นั้นเองนะครับพี่” ซึงฮยอนยิ้มพราวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
แทบินยิ้มเย็นในหน้า ก่อนจะสรรเสริญ (แก้วกำเนิด) น้องชายตัวดีว่า
“เอ็งนี่โรคจิต”
สองหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างโรคจิตพอกันทั้งคู่ แต่แล้วแทบินก็กลับเข้าประเด็นใหม่
“ไม่ได้นะเว้ย พวกแกมารบกวนเวลาสวีทของฉันกับแฟน นายต้องหาทางให้เจ้าตัวเล็กนั้นไว้ใจนายได้สักที แล้วคืนนี้รีบกลับห้องไปโดยเร็วเลยนะ” พี่แทบิน ชกเบาๆที่หัวไหล่ของซึงฮยอนก่อนเดินจากไป
ซึงฮยอน คิดหนัก สามวันมานี่ เขาแทบไม่ได้เข้าใกล้เจ้าตัวเล็กเลย เข้าใกล้ทีไร จียงก็คอยหนี บางทีแค่เดินเฉียด คนตัวเล็กกว่าก็แทบจะวิ่งหนีไปอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ชายหนุ่มถอนหายใจยาว แล้วเขาจะทำยังไงดีเล่า
ฝ่ายอิมแทบิน หลังจากเดินไป นั่งบนโซฟา ข้างๆกับ ชเวดองอุค หนุ่มล่ำก็ให้รู้สึกขัดเคืองใจที่ ไม่ได้รับความสนใจจากแฟนตัวเองเท่าที่ควร เหตุด้วยชเวดองอุค ให้ความสนใจกับเพื่อนใหม่ที่แสนจะน่ารักอย่างควอนจียงมากกว่าจะหันมาสนใจแฟนสุดหล่ออย่างเขา
สองหนุ่มหน้าสวย จิบไวน์ แถมคุยกันคิกคัก ราวกับไม่มีเขาอยู่ในโลกนี้ อิมแทบินถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าอย่างอึดอัด
“พี่ดองอุคครับ”เสียงใสๆของ จียงดังขึ้น แม้เสียงหวานใส แต่มันช่างกวนอารมณ์ของแทบินจนขุ่นมัว ร่ำๆอยากจะเอาเควายเจล บีบกรอกปากเจ้าตัวเล็กนี้ให้สิ้นชื่อ
“พี่มีหนังดูไหมครับ จียงอยากดูหนัง” ก็ถ้ารีบกลับ ไม่รู้ชีวิตจะปลอดภัยอีกรึเปล่านะสิ อยู่ห้องนี้นานๆได้ละเป็นดี บางทีอยากจะนอนมันซะทีนี้ด้วยซ้ำ ควอนจียงคิดในใจ
“ได้สิ พี่แทบิน มีหนังอะไรให้ดูไหมครับ” ชเวดองอุค หันไปถามแฟนหนุ่มที่นั่งจิบไวน์ อยู่ข้างๆ แทบินยิ้มเย็นเยือก ก่อนจะตอบเสียงต่ำเจือหัวเราะเบาในลำคอ
“มีครับ ดูเรื่องนี้ละกันนะ ลัดดาแลนด์ นี่เป็นหนังส่งเสริมสถาบันครอบครัว ที่โด่งดังจากเมืองไทยเลยนะครับ น้องจียง รับรองสนุก” พี่แทบินหัวเราะในลำคอหึหึ ก่อนจะเดินไปหยิบ แผ่นหนังขึ้นมา ใจจริงก็ไม่อยากจะแกล้งหรอกนะ
ลัดดาแลนด์ มันคือหนังผี เขย่าขวัญสั่นประสาท แม้เนื้อหามันก็ส่งเสริมสถาบันครอบครัวก็จริง แต่ มันส่งเสริมให้ครอบครัวขดตัวใกล้ชิดกันเพราะความกลัวผีเสียมากกว่า
เขารู้ดีว่า ชเวดองอุค เกลียดหนังผีแค่ไหน แค่รู้สึกหมั่นไส้จนทนไม่ไหว ไอ้ตัวเล็กนั้นอีก เดี๋ยวจะแกล้งให้รีบแจ้นหนีกลับห้องไปเลย คอยดูเถอะ
“พี่ดูเรื่องอะไรกันครับ” ชเวซึงฮยอนถาม พร้อมนั่งลงข้างๆควอนจียง เด็กหนุ่มทำเป็นไม่สนใจ ร่างอุ่นๆ สูงใหญ่ ที่เดินมานั่งข้างๆ
“ลัดดาแลนด์” เสียงหวานๆของชเวดองอุค และควอนจียง หันกลับมาตอบพร้อมกับแววตาแป๋วๆ สองหนุ่มหน้าสวยตื่นเต้นที่จะดูหนัง “ส่งเสริมสถาบันครอบครัว”ของพี่แทบิน
ชเวซึงฮยอน นั่งนิ่งไปชั่วขณะ
ลัดดาแลนด์ ภาพยนตร์เรื่องนั้น ที่พี่แทบิน ยัดเยียดให้เขาดู หนังผีสัญชาติไทยที่มันน่ากลัวจนขนหัวลุก ทำเอาเขา นอนคนเดียวไม่ได้ จนต้องหนีบเอาสาวๆ มานอนด้วยแก้ขวัญผวา ถึงสามวันติด
ไอ้พี่แทบินครับ ชเวซึงฮยอน กลัวผี ครับพี่
แค่รอบที่แล้ว กว่าจะดูจนจบผมหยุดหายใจไปตั้งหลายรอบ
ซึงฮยอนอ้าปากจะบอกว่า ‘มันเป็นหนังผีนะ ทำไมถึงอยากดูกันขนาดนั้นละ’ ก็ต้องหุบปากฉับ เมื่อหันไปเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของพี่แทบินที่มองมาเหมือนมีแผนการบางอย่างในใจ ซึงฮยอนปล่อยให้พี่แทบินทำตามใจชอบ ด้วยไม่อยากทำให้พี่ล่ำอารมณ์เสีย
สุดท้ายเขาก็ต้องข่มความกลัว นั่งดูหนังผีนี่เป็นรอบที่สอง
แม้จะกลัวผีแค่ไหน
แต่
ต่อหน้า ควอนจียง มีหรือเขาจะเสียมาดหนุ่มหล่อ ชายหนุ่มแสร้งทำหน้านิ่ง มือข้างหนึ่งถือแก้วไวน์ นั่งดูภาพยนตร์ไปเรื่อยๆ แต่อีกมือหนึ่ง แอบจิกหมอนอิง จนปลอกหมอนแทบจะขาดติดมือออกมา
ฝ่ายชเวดองอุค กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอกให้ดูหนังผี ก็ผ่านไปเกือบ ครึ่งเรื่อง มาเอะใจตอน ภาพบรรยากาศ และเสียงประกอบมันดูแปลกๆ เอะใจมากขึ้นตอนมีคนตายในภาพยนตร์ และมากระจ่างใจตอน ผีมะขิ่นซึ่งเป็นผีตัวแรกโผล่มาหลอกหลอน
ชเวดองอุคร้องอุทานลั่นด้วยความตกใจ ก่อนหน้าสวยๆหันไปจิกตาใส่ แฟนหนุ่มที่นั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนด้วยความโกรธปนหมั่นไส้ นี่คงแกล้งเขาสินะ
ควอนจียง ตอนแรกตั้งอกตั้งใจดูด้วยหน้าตาสดใส เพราะคาดหวังว่าคงเป็นหนังครอบครัว สนุกสนาน ตามที่พี่แทบินบอก พอเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศไม่ชอบมาพากล เด็กหนุ่มก็เริ่มหน้าถอดสี มือเล็กจิกหมอนอิงไว้แน่น
บางครั้งก็ยกขึ้นมาปิดตา ปิดตาข้างซ้าย ผีเสือกโผล่มาข้างขวา และทุกครั้งที่ผีโผล่มา เด็กหนุ่ม ก็สะดุ้งเฮือกทำท่าเหมือนขาดหายใจ แต่ไม่กล้าส่งเสียงร้อง มีเพียงเสียงพี่ชเวดองอุค ที่ร้อง เฮ้ยๆ เป็นระยะ ร้องทีก็หันไปซบพี่แทบินที เป็นที่ถูกอกถูกใจของพี่แทบินยิ่งนัก
‘โธ่ พี่ครับแล้ว ผมละครับพี่ จียงกลัวจะแย่อยู่แล้ว’ ควอนจียง รำพึงในใจ เขากลัวจนหายใจไม่ทัน ผีโผล่มาแต่ละที เหมือนจะกระชากหัวใจให้หลุดออกจากอก ด้วยความกลัว
อิผีมะขิ่นนี้ก็ช่างขยันหลอกหลอน หน้าเน้อก็ไม่ได้เห็นมาแบบดีๆสักฉากสักตอน มันช่างขยันเล่นจริงเชียว คงกลัวว่าจะไม่ได้รางวัลนักแสดงสมทบดีเด่น ไหนจะบรรยากาศ อันสุดแสนจะน่ากลัวของหนังอีก
แล้วจู่ๆ ก็มีมือเย็นเฉียบมาตะครุบมือบางของเขาไว้
ควอนจียง ตกใจแทบสิ้นสติ กำลังดูหนังผีอยู่ ผีกำลังโผล่มาอย่างระทึกขวัญ แล้วไอ้มือผีบ้านี้อะไร
เด็กหนุ่มชักมือหนี จะยกขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ หันไปมองว่ามือใครก็พบกับ หน้าหล่อๆ ของคนข้างๆที่ยิ้มให้อย่างอบอุ่น มือหนาๆของชเวซึงฮยอน กุมมือเล็กของ ควอนจียงไว้แนบแน่น
“กลัวหรอจียง” ซึงฮยอนก้มลงกระซิบถามเสียงต่ำข้างหู ลมหายใจเจือกลิ่นหอมไวน์ ลอยกรุ่นเข้าแตะจมูก จียง สร้างความรู้สึกปั่นป่วนในอารมณ์เขา
จียงไม่แน่ใจว่า
กลัวผี
หรือหวั่นไหว ไปกับเสียงนุ่มๆนั้นกันแน่
แต่ ตอนนี้ความกลัวผีมีมากกว่า
แม้จะกลัวแต่ความความถือดี ทำให้ส่ายหน้าให้อย่างแข็งขัน เชิงว่าไม่กลัว
เด็กหนุ่มตอบเสียงสั่น ข่มความกลัว ดึงความแมนอันเหลือน้อยนิดในตัวออกมาสุดชีวิต
“ผมไม่กลัวหรอก” ทั้งที่ในใจ กลัวจนอยากจะปิดตาให้มิด
โธ่ กลัวจริงๆนี่ครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำไมมันสร้างได้เขย่าขวัญน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้กันละนี่
ซึงฮยอนเองก็ กลัวไม่แพ้กัน แต่ท่าทางของจียงมันช่างน่ารักจนลืมสนใจผีในภาพยนตร์ไปเสียสิ้น
ชายหนุ่มหัวเราะหึหึ ในลำคอ
“กลัว ก็กลับห้องกันก็ได้นะ”ซึงฮยอน กระซิบปลอบ
จียง ส่ายหน้าดิก กลับไปตอนนี้ก็เสียฟอร์มแย่เลยสิ
ฮือออ แต่ ผีมะขิ่นมันน่ากลัวจริงๆนี่ครับ
ไหนจะอีผีครอบครัวที่มันตายกันยกบ้านนั้นอีก ตายสี่คน ความเฮี้ยนทวีคูณเข้าไปอีกสี่เท่า เฮี้ยนอยู่ในบ้านตัวเองไม่พอ ยังอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนบ้านข้างๆอีก ถ้าจียงเป็นพี่ก้องในเรื่อง จียงจะขายบ้านทิ้งอย่างไม่ลังเล อยู่ทำไมละครับข้างบ้านเฮี้ยนขนาดนั้น
แต่ตอนนี้ จียงต้องทำเป็นไม่กลัว
ไม่กลัวแต่ จับมือของ ซึงฮยอนแน่น
ภาพยนตร์ดำเนินมาถึงจุดไคลแม๊กซ์ของเรื่อง ผีออกมามาหลอกหลอนกันซึ่งๆหน้า ตั้งอกตั้งใจหลอกครบถ้วนทุกตัวตน ทั้งผีแมวผีคน หลอกทุกคนในเรื่องอย่างเท่าเทียมกัน เรียกได้ว่าเล่นคุ้มเกินค่าตัวกันทุกผี
ท้ายสุดกลายเป็นว่า จียงซุกหน้าเข้ากับไหล่หนาๆของ ซึงฮยอนแน่น สองมือเล็กๆเกาะแขนล่ำของช่างภาพหนุ่ม โดยไม่รู้ตัว ยังความพอใจให้กับคนตัวสูงเป็นอย่างยิ่ง
ต้องขอบคุณพี่ อิมแทบิน นี่เป็นการดูหนังผีที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของ ชเวซึงฮยอน
ในที่สุด ภาพยนตร์ สุดหฤหรรษ์ของพี่แทบินก็จบลงสักทีท่ามกลางความโล่งใจของ ควอนจียง และชเวดองอุค จนสองหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
แต่ ชเวซึงฮยอน และอิมแทบิน แสนจะเสียดายที่ภาพยนตร์ไม่ยาวไปกว่านี้
“น้องจียง คราวหลังถ้าอยากดูเรื่องอะไร เอามาดูเองเลยนะครับ อย่ามาถามพี่แทบินอีกเลยนะน้องนะ” พี่ชเวดองอุค บอกจียงเสียงอ่อนระโหย ด้วยสูญเสียพลังงานไปกับการดูหนังผี
จียงเองก็ เกาะแขนชเวซึงฮยอนไว้แน่น เด็กหนุ่ม ลุ้นจนหมดเรี่ยวแรงไม่แพ้กัน
“ครับพี่ แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาหาใหม่นะครับ”จียงพูดเสียงแผ่ว
อิมแทบินเลิกคิ้วอย่างสงสัย ปนไม่พอใจ
หันไปสบตากับ ซึงฮยอน ส่งกระแสจิตถึงกันได้ความว่า
‘ยังจะมาอีกหรอ’
ได้ เดี๋ยวพ่อจะจัดเต็มหนังผีชุดใหญ่ไว้ให้ เอาให้ไม่กล้าลงมาหาอีกเลย แทบินอมยิ้มกับแผนการณ์ร้ายของตนเองในใจ
“กลับห้องเถอะจียง มีแรงเดินรึเปล่า ให้ฉันอุ้มไหม” ซึงฮยอน ถามคนตัวเล็กที่ดูเหมือนจะสิ้นฤทธิ์ไปเยอะ หลังจากผจญกับสารพัดผี ใน “ภาพยนตร์ส่งเสริมสถาบันครอบครัว”
“ไม่ต้อง ผมเดินเองได้”จียง ทำหน้าคว่ำอย่างไม่พอใจ ก่อนจะปล่อยแขนของซึงฮยอนออก เดินนำลิ่วไปที่ลิฟต์ โดยมีคนตัวสูงเดินตามหลังมาติดๆ
…………..
ขณะนี้เป็นเวลา เที่ยงคืนตรง หลังจากกลับมาถึงห้องรอจนซึงฮยอน อาบน้ำเสร็จ ก็ถึงตาของจียงบ้าง ห้องน้ำเป็นส่วนเดียวที่ ซึงฮยอนมีสิทธ์ได้ใช้ก่อน ทดแทนที่ จียงยึดทั้งห้องนอน และ ห้องครัว ไว้หมดแล้ว
ควอนจียง อาบน้ำไปก็ระแวดระวังหลังไป วันนี้ไม่ได้กลัวลิงหื่นนะ
กลัวผีมะขิ่น
ความกลัว ทำให้เด็กหนุ่มอาบน้ำอย่างไวว่อง ขณะกำลังเช็ดตัวและ ใส่บ๊อกเซอร์ ได้แค่ครึ่งขา
ไฟกระพริบ ติดๆ ดับๆ สองที แล้วกลับมาสว่างจ้า
ควอนจียง รีบดึงบ๊อกเซอร์ ขึ้นก่อนจะหันไปหยิบเสื้อยืดเนื้อบางของตัวเองขึ้นมายังไม่ทันได้สวมใส่
ไฟก็ดับพรึ่บลงทันที คราวนี้ ควอนจียงกระชากประตูห้องน้ำออกอย่างรุนแรงด้วยความตกใจ
แล้วถลันวิ่งออกมาพบแสงสว่างเจิดจ้าภายนอก เด็กหนุ่มรู้สึกมึนงง เกิดอะไรขึ้น
ไฟไม่ได้ดับ
แต่มีไอ้ลิงบ้า มันไปกดสวิทช์ไฟเล่น
ชเวซึงฮยอน ยืนยิ้มเผล่อยู่หน้าประตูห้องน้ำ ก่อนจะแก้ตัวหน้าซื่อๆว่า
“มือฉันกดพลาดหน่ะ”
แหม มันช่างเป็นการกลั่นแกล้งที่คุ้มค่า ควอนจียง ในกางเกงบ๊อกเซอร์บางๆเปลือยท่อนบน ผิวขาวๆยังชื้นไปด้วยหยาดน้ำเกาะพราว ควอนจียง จิกตาคมๆ ใส่คนตัวสูงที่ยืนตรงหน้า ขุ่นเคืองใจแสนประมาณ คืนนี้นอนโซฟาไปอีกเถอะ จียงสวมเสื้อยืด ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าห้องนอนของชเวซึงฮยอน
พร้อมปิดประตูใส่หน้าเจ้าของห้องดังปึง
ตัวเล็ก คลานขึ้นที่นอนอันแสนอบอุ่น ด้านนอกฝนยังคงตกกระหน่ำ ฟากฟ้าส่งเสียงคำรามครืนครั่น บางคราวอสุนีบาตก็ฟาดผ่านนภากาศ ส่งเสียง เปรี้ยงปร้าง สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ในใจคน
โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่ชื่อ ควอนจียง แม้ที่นอนจะอบอุ่น แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่อง ให้ความสว่างแต่ในใจเด็กหนุ่มกลับรู้สึกตื่นตระหนกทุกครั้งที่มีเสียงบางอย่างดังขึ้นผิดปกติ หรือบางเงาวูบไหว
ควอนจียงพยายามข่มใจให้สงบ พลางอ่านหนังสือแฟชั่นที่เขาโปรดปราน เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวในใจ
ด้านนอก ชเวซึงฮยอน ผิวปากอย่างอารมณ์ดี เดินไปนั่งบนโซฟา เปิดโทรทัศน์ดูรายการโปรด ก่อนจะเตรียมตัวนอนเช่นกัน
แต่ชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ
ไฟก็ดับพรึ่บลงอีกทันที
คราวนี้ไม่มีใครแกล้งแน่ๆ เพราะสวิทช์ไฟอยู่ในห้อง ควอนจียงนอนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้อยู่บนเตียง ใจหนึ่งก็คิดว่าจะ นอนหลับไปเลยดีไหม
แต่
ภาพผีมะขิ่นช่างหลอกหลอน
เกิดนอนๆอยู่แล้วมีอะไรโผล่มาข้างเตียงจะทำยังไง
เหมือนในหนังผีทุกเรื่อง ตัวละครทุกตัว เลือกจะเดินออกจากสถานที่อันปลอดภัย ไปสู่อุ้งมือผีด้านนอก
ควอนจียงก็เช่นกัน
เด็กหนุ่มตัดสินใจ เดินลงจากเตียง ค่อยๆสืบเท้า เดินในความมืดอันน่าสะพรึงกลัว ทุกอย่างดูเป็นเงาทะมึน ท่ามกล่างความมืดมิด เสียงฟ้าคำรามยิ่งสร้างความหวาดผวาตนใจดวงน้อยๆเต้นระรัว สรรพสิ่งทุกอย่างรอบข้างแม้จะเป็นสิ่งที่เห็นจนเจนตาแต่ ณ เวลานี้ บรรดาสิ่งของเหล่านั้นกลับดูลึกลับน่าหวาดผวา
มือเรียวเล็ก สั่นจนแทบคุมไม่อยู่ มือน้อย ค่อยเปิดประตูออกอีกครั้ง ก่อนจะพบว่า ทั้งห้องมืดสนิท ไร้สรรพเสียง มีเพียงเสียงฟ้าร้องคำราม เสียงลมพายุหวีดหวิว และ เสียงฝนตกอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น
ไร้แม้แต่ร่างสูงๆ ของคนที่ตัวเองพยายามหนีหน้านักหนา
จียง ร้องเรียกหาเจ้าของห้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งกลัวทั้งหวาดผวาจนระงับไม่อยู่
“ทาบิ นายอยู่ไหน?” จียงค่อยๆ สืบเท้าออกจากห้องอย่างระแวดระวัง
“ออกมาได้แล้ว อย่าแกล้งกันแบบนี้ซิ” รอบห้องยังคงเงียบสงบ
“เปรี้ยง”
เสียงกัมปนาท ของสายฟ้าฟาดผ่านอากาศสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งห้อง
ควอนจียงตกใจจน ส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น
“อร๊ากก ทาบิคุณอยู่ไหน” เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่ง ร่างเล็กๆ สั่นเทาราวลูกนกตกลงไปในสายนทีเย็นเฉียบ
ไม่ถึงนาที เสียงฝีเท้าหนักๆของใครบางคนก็วิ่งเข้ามาใกล้ แต่จียงกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
“จียงๆ ฉันอยู่นี่นะ ไม่ต้องกลัวแล้ว ฉันวิ่งไปจุดเทียนมาน่ะ”ทาบิอยู่ในครัว ตอนที่กำลังจุดเทียน แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องด้วยความตกใจของคนตัวเล็ก เขาจึงรีบวิ่งออกมาทันทีที่
ในมือของชายหนุ่มมีเชิงเทียนซึ่งเดิมจุดไฟวิบวาวมาด้วย แต่เจ้ากรรมด้วยความรีบร้อน พอวิ่งมาถึงเจ้าตัวเล็ก แสงเทียนน้อยก็หรี่ดับลงทันที ทั้งคู่จึงตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง
“แล้วไหนละเทียนน่ะ”จียงถามอย่างสงสัย ซึงฮยอนได้แต่ยิ้มแหยๆ ในความมืด
“มันดับไปแล้วละ มานี้เถอะ ฉันมีเทียนอยู่ในห้องนอน ไม่เป็นไรนะ อย่ากลัวเลย” ชเวซึงฮยอน ประคองร่างควอนจียงให้ลุกขึ้น แล้วจึงจูงมือน้อยๆ ของเด็กหนุ่มที่ตอนนี้กลัวจนยึดมือใหญ่ไว้แน่น เดินกลับเข้าห้องนอน
ชเวซึงฮยอนจุดเทียนหลายแท่ง วางกระจายไว้ตามจุดต่างๆ ในห้องนอน แสงเทียนกระจ่างวูบวาบวิบไหวไปตามแรงลมที่พัดลอดเข้ามา
จียงดูเหมือนจะคลายความผวาในใจไปได้บ้าง ในตอนนี้สภาพของเขาไม่ต่างจาก แมวน้อยมองหาที่พักพิง ซึงฮยอนนิ่งมองคนตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน แววตาที่เขาไม่เคยมีให้ใครมานานแสนนาน
“นี่จียง ถ้านายง่วง ก็นอนละกัน ฉันไม่กวนนายละ” ซึงฮยอน บอกก่อนจะเดินหันหลังออกจากห้องไปนอนที่โซฟาตามเดิม แต่ ข้อมือหนา ถูกยึดไว้แน่นด้วยมือเล็กๆ ของคนที่นั่งอยู่
“ไม่เอา อย่าเพิ่งไป”จียงเรียกเสียงอ่อน หน้าหวานๆใสๆ กลางแสงเทียน วิบวาว ดูเปล่งปลั่ง จนนึกอยากประกบจูบ ซึงฮยอนหักห้ามใจสุดกำลัง ขืนไม่ข่มใจ ทำอะไรรุ่มร่ามเข้าไปอีกทีนี้ ตัวเล็กคงไม่ยอมอยู่ห้องเดียวกับเขาเป็นแน่
“ฉันง่วงแล้ว อยากกลับไปนอน” ซึงฮยอน พยายามสะกดความรู้สึกตัวเองเต็มที่
“ไม่เอา ทาบิอยู่กับฉันก่อน” จียงอ้อนเสียงอ่อน พร้อมส่งแววตาเว้าวอนให้ ตอนนี้เขากลัวจนเกินกว่าจะอยู่คนเดียวได้ ความกลัวกลบทิฐิมานะจนสิ้น
ทาบิเงียบไปชั่วครู่
“ฉันอยู่เป็นเพื่อนนายก่อนก็ได้ แต่ฉันง่วงแล้ว ขอนอนได้ไหม” ซึงฮยอน ต่อรองเสียงนุ่มกับคนตัวเล็ก หากในดวงตาพราวพรายจนจียงรู้สึกว่า คิดผิด ที่ขอให้คนตัวสูงอยู่ด้วย
ก็คนนี้
น่ากลัวกว่าผีมะขิ่นตั้งเยอะ
จียงอ้าปากจะไล่ ว่าไม่ต้องแล้ว อยู่คนเดียวก็ได้
แต่ไม่ทันซึงฮยอน ที่เดินไปดับเทียน ให้เหลือเพียงเชิงเทียนที่โต๊ะหัวนอนอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งหลาวเข้าใส่ที่นอน ห่มผ้าเรียบร้อย แสร้งพริ้มตาหลับลงในทันที จียงทำหน้าตาบรรยายไม่ถูกกับความว่องไว ของฝ่ายตรงข้าม
สไตล์ลิสต์หนุ่มทำได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอน ข้างๆซึงฮยอน
ผู้ชายด้วยกันคงไม่เป็นไร..............มั้ง ?
แต่ผู้ชายด้วยกันแท้ๆ ทำไมเขาต้องใจเต้นระรัว ตอนอยู่ใกล้ รู้สึกอุ่นใจเมื่ออยู่เคียงข้าง
จียงก็ยังตอบตัวเองไม่ได้
ควอนจียง พิจารณามองหน้าหล่อเหลาของคนข้างๆ คนนี้บางทีก็ดูเจ้าเล่ห์ บางทีก็โรคจิต แต่ตอนนี้ช่างดูอบอุ่น
“นายเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ยะ ชเวซึงฮยอน” จียงพึมพำเบาๆ
ป่วยการจะคิด
เด็กหนุ่มเอนตัวลงนอนแม้จะไม่ค่อยไว้ใจคนนอนข้างๆนักแต่ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากหน้าที่การงาน แถมยังต้องมาตกใจผี ไหนจะกลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า จนขวัญกระเจิง จึงทำให้จียงผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เสียงหายใจสม่ำเสมอ ของคนนอนข้างๆ บ่งบอกว่าจียงเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ดวงตาคมที่เมือครู่ปิดสนิท ค่อยหรี่เปิดขึ้น เพื่อมองหน้าหวานๆของคนที่กำลังหลับใหล
ขนตายาวเป็นแพ แก้มเนียน ปากอิ่มชุ่มชื่น ชมพูเรื่อ น่าประทับจูบ ซึงฮยอนมองความน่ารักของคนข้างๆอย่างเพลินใจ
ตลอดเวลา เขามีหญิงสาวมาปรนเปรอความปรารถนาอันร้อนแรงของเขามากมาย แต่
ไม่มีใครสักคน ที่เป็นเหมือนน้ำฝนชุ่มเย็นชโลมใจของเขา
น่าแปลกที่ผู้ชายตัวเล็กๆ ข้างๆ กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนคนที่รอนแรมมากลางทะเลทรายร้อนระอุ แล้วพบโอเอซิสอันอุดมสมบูรณ์ให้พักพิง
จะเรียกว่ารักแรกพบก็คงไม่ผิดนัก
เรียกว่ารักแรกชัตเตอร์จะดีกว่า
เมื่อย้อนกลับไปถึงวันนั้น เมื่อสองเดือนที่แล้ว ก่อนจะเห็นจียงในสภาพหญิงสาว กลางฝนพรำ
ซึงฮยอนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
แถมพก
“พี่แทบิน อืมมม อ๊ะไฟดับครับพี่”ชเวดองอุคครางเสียงสั่น อยู่ข้างใบหน้าพี่แทบิน ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเขา
อิมแทบินเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ที่จู่ๆไฟก็ดับพรึ่บลง แต่ไม่นานหน้าหล่อๆก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกรุ่มกริ่มแทน
ชายหนุ่มยันตัวขึ้น ทาบทับร่างเพรียวแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ของชเวดองอุค พร้อมกดจูบหนักหน่วง จนหนุ่มหน้าสวยหายใจแทบไม่ทัน
แขนยาวๆ ของพี่แทบินเอื้อมไปที่ข้างที่นอน ก่อนจะ กระซิบข้างหูชเวดองอุค
“ไฟดับแบบนี้ ก็คงต้องใช้ไฟฉายสินะครับ”
ขอขอบคุณ นักแสดงรับเชิญ
ผีมะขิ่น และ ไฟฉาย ของพี่แทบิน
.................................
ตอนที่ 7นี้ เป็นผลมากจากการนั่งดู ดีวีดีภาพยนตร์ เรื่อง “ลัดดาแลนด์” กับเพื่อนๆ ขนาดนั่งดูกันกลางวันแสกๆ สี่ห้าคน ยังกลัวจนขนลุกขนชัน แต่ก็ฝืนดูเพราะอยากรู้ว่ามันจะจบยังไง กว่าจะจบลุ้นเหนื่อยปานวิ่งหนีผีมาสิบกิโล
เลยเอามาเขียน เป็นตอนนี้เสียเลย
ไม่ต้องแปลกใจถ้าจะบรรยายสมจริง เพราะมันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่ ชีวิตจริงไม่มีผู้ชายหล่อๆ มานั่งกุมมือนี่แหล่ะค่ะ ปัญหาชีวิต
มานั่งพิจารณาฝีมือการเขียนของตัวเองแล้วก็ต้องให้รู้สึกขัดอกขัดใจ
บางฉากบางตอน รู้สึกว่าความสามารถในการเขียนยังสูงไม่พอจะบรรยายถ่ายทอดให้เห็นภาพได้
บางตอนก็รู้สึกว่ายัง ใช้ภาษาให้สละสลวยสวยงามวิไลไม่พอ
นึกถึงตอนเรียนมัธยม อิฉันขลุกอยู่แต่ชั้นวางหนังสือวรรณกรรม และบรรดานวนิยาย ในห้องสมุด แล้วก็สุดแสนจะคิดถึง
จะเชยไหม ถ้าจะบอกว่า นิยายเรื่องแรกที่จำได้ว่าอ่านคือ เรื่องคู่กรรม แล้วก็อ่านอย่างอื่นอีกมากมาย
หนังสือเหมือนสื่อเปิดโลกกว้างใบใหญ่ให้กับอิฉัน
อยากจะกลับไปนั่งอ่านใหม่เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนให้สูงขึ้นไปอีก
ตอนนี้กลับไปเด็กมันคงถามว่าป้ามาทำอะไร
เอาใจช่วยนักเขียนคนนี้ด้วยนะคะ

แต่รีดเดอร์ก็พอใจนะค่ะ มันดูอ่านแล้วเข้าใจง่าย
ยังรออ่านตอนต่อๆไปนะค่ะ
#1 By lcciil3ulcii on 2011-10-12 21:56