Prisoner of love ตอนที่ 3

posted on 17 Feb 2012 16:26 by angeliga  in prisoneroflove

 

กดไลค์เพจของนักเขียนไว้ติดตามข่าวสารได้นะค่ะ

ขอบคุณค่ะ

http://www.facebook.com/pages/Angeliga_blackangel/210173225728391

เชลยรัก จอมราชา

ตอนที่ 3

Wake up to be a prisoner

 

                คุณพี่เลี้ยงรีบเข้ามาหาองค์ชาย เขย่าตัวเท่าไหร่เจ้านายตัวเองก็ไม่ตื่น เลิกผ้าห่มขึ้นดูแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าองค์ชายยังสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย แต่เมื่อเพ่งมองอีกทีก็ใจหายวาบ เพราะชุดที่สวมปิดกายอยู่นั้น ไม่ใช่ชุดที่เจ้านายของเขาใส่ตอนฟื้นคืนสติ มองลงไปเห็นคราบเลือด คราบอื่นๆบนผ้าปูที่นอน แล้วคุณพี่เลี้ยงก็น้ำตาไหลออกมาอีกหน

                ราวกับภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่ย้อนวนกลับมาที่เดิม เมื่อคืนวานนี้เองเขาเพิ่งจะประคบประหงมจนเจ้านายให้ฟื้น แต่พอมาวันนี้ องค์ชายของเขาก็โดนทำร้ายจนหมดสติไปอีกแล้ว

                หยาดน้ำตาที่เขาคิดว่ามันหมดไปแล้วจากตัวกลับไหลล้นลงมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงความทรมานที่เจ้านายน้อยของตัวเองต้องเผชิญ

                “อีซองมิน เจ้านายของข้าให้เอายามาให้ใหม่” แม่ทัพโจวเดินตามมาในห้อง ส่งตลับยาสมุนไพรให้แทนตลับเก่าที่ตอนนี้มันปนไปด้วยเลือดเสียแล้ว และยังมียาประจำพระองค์อีกขวดหนึ่งให้มาเพิ่ม

                ซองมิน โกรธจนหน้ามืด เขาคว้าเอาตลับยา ทั้งหมดจากเมืองคานันกรา เขวี้ยงเข้าใส่ร่างของแม่ทัพโจวทันที

                “ข้าไม่เอา ข้าไม่ต้องการของจากเจ้านายของเจ้า เขามันใจร้าย ทำร้ายได้แม้คนไม่มีทางสู้อย่างองค์ชายน้อย” คุณพี่เลี้ยงตะโกนลั่น ทั้งน้ำตา

                “คุณพี่เลี้ยง ยาพวกนี้เป็นยาตำราหลวง ใช้ได้ผลดี รับไว้เถอะ องค์ราชาประทานให้เองกับมือ” แม่ทัพโจว ทำใจแข็งทั้งที่ตกใจกับท่าทีแข็งกระด้าง ของคุณพี่เลี้ยงคนงาม

                “ข้าไม่ต้องการ เจ้าเอากลับไป เจ้าเองก็ออกไปเสียด้วย”คุณพี่เลี้ยงดันร่างของแม่ทัพโจวออกจากห้อง ขว้างปากระปุกยาใส่ร่างโจวคยูฮยอนไล่หลัง ก่อนจะบอกให้นางกำนัลหน้าห้องเรียกหมอหลวงอีจุนโฮ ขึ้นมาแล้วปิดประตูใส่หน้าแม่ทัพโจวในทันที

                แม่ทัพโจวยอมถอยออกไปแต่โดยดี เขายืนรอหมอหลวงจุนโฮอยู่หน้าห้อง ฝากยาเข้าไปโดยกำชับว่าอย่าให้คุณพี่เลี้ยงซองมินรู้ เพราะเกรงว่าคุณพี่เลี้ยงจะโมโหเอายาไปเททิ้งเสียหมด

                สองพี่น้อง ต้องกลับมาเริ่มดูแลองค์ชายน้อยใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งดูเหมือนครั้งนี้จะยากกว่าเดิม เมื่อหมอหลวงจับชีพจรดูแล้ว พบว่ามันเต้นอ่อนเหลือเกิน

                “พี่ องค์ชายอาการแย่ลงอีกแล้ว” อีจุนโฮหันมาบอกด้วยความหนักใจ

                จบคำของจุนโฮ ซองมินก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีกหน

                “ก็ทำอะไรสักอย่างสิ ไอ้น้องบ้า จะยากิน ยาทาอะไรก็เอามาเร็วๆ”          

พี่ซองมินของน้องโฮเริ่มแผลงฤทธิ์เต็มที่ด้วยความเป็นห่วงนาย

                “พี่แล้วยาของราชาเมืองน้ำนั้นละ มันเคยใช้ได้ผล” จุนโฮถามหายาของศัตรู ซองมินหน้าตึงทันที

                “ไม่เอาเว้ย ไม่ให้ใช้หรอก ยาของคนใจร้ายแบบนั้น” เขากระแทกเสียงใส่ นึกโกรธ เกลียด เจ้าราชาเมืองเถื่อนไม่หาย

                และคงเกลียดไปตลอดกาล

                “พี่ แต่มันใช้ได้ผล ลองดูอีกทีเถอะ หรือพี่จะปล่อยให้องค์ชายอาการหนักอยู่แบบนี้”จุนโฮบอกเสียงอ่อน ซองมินมีท่าทีลังเล แล้วก็ยอมพยักหน้า จุนโฮรีบเอายาที่แม่ทัพให้มา ผสมน้ำ หยอดลงให้เจ้าชายน้อยดื่มทันที

                “เอามาจากไหนน่ะ” ซองมินถามน้องชาย เขาจำได้ว่าเขาโยนทุกอย่างใส่เจ้าแม่ทัพโจวไปแล้ว

                “แม่ทัพโจวไง เขาเอาส่งให้ข้าเมื่อสักครู่นี่”

                ซองมินได้แต่พยักหน้ารับ นึกขอบคุณแม่ทัพโจวอยู่ในใจ ที่ยังไม่เอายาไปคืนราชาเมืองน้ำจริงๆ เพราะไม่เช่นนั้นเขาคงต้องบากหน้าไปขอยามาใหม่  

จวบจนเวลาบ่ายคล้อย สองพี่น้อง ระดมทั้งยากิน ยาทา สารพัดวิชา มาบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้เจ้านายของตน แต่ดูเหมือน องค์ชายควอนก็ยังไม่อยากลืมตาขึ้นมา

                “พี่ถ้าคืนนี้ องค์ชายไม่ฟื้น ข้าก็จนปัญญาแล้วนะ”อีจุนโฮ สารภาพเสียงอ่อย เขาจนใจ จนปัญญา นี่ขนาดว่างัดเอาความรู้ในตำราลับทั้งหมดมาใช้แล้วก็ยังทำให้องค์ชายน้อยฟื้นไม่ได้ เขามันช่างด้อยปัญญา

                “อย่าพูดอย่างนั้นสิ ไอ้น้องบ้า” คุณพี่เลี้ยง อยากจะเพ่งกบาลน้องชายตัวเองเสียหนึ่งที ข้อหาพูดจาไม่เป็นมงคล

                “ข้าพูดจริงๆ ร่างกายองค์ชายอ่อนแอมาก ยิ่งไปกว่านั้นสภาพจิตใจก็คงย่ำแย่ไม่ต่างกัน ทั้งหมดอยู่ที่ว่าองค์ชายจะอยากตื่นขึ้นมารึเปล่า” อีจุนโฮ อธิบายให้พี่ชายตัวเองฟัง

                ซองมินก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เจ้านายของตัวเองจะอยากตื่นมาเจอโลกความจริง ที่ต้องตกอยู่ภายใต้ฐานะเชลยของชายผู้ชั่วช้าสามานย์หรือไม่

                หรือ องค์ชายจะยอมอยู่ในความฝันตลอดไป

                .......................................................................................

                ‘ข้าไม่อยากตื่นอีกแล้ว’องค์ชายควอน นอนนิ่งหายใจริน จมดิ่งอยู่ในฝันร้าย แม้ในความฝันจะเจ็บปวด แต่ ความเป็นจริงมันรวดร้าวกว่าหลายเท่า ถ้าการลืมตาตื่นมาเพื่อเจอ ความเจ็บปวดอีกหน ถูกย่ำยีอีกครั้ง ขยี้ศักดิ์ศรีเขาลงซ้ำแล้วซ้ำอีก

                เขาก็ขอหลับไปตลอดกาล

                ..................................................................................

                แต่ดูเหมือนชะตาชีวิตเจ้าชายน้อยจะยังไม่สิ้นสุด หลังจากการดูแลเป็นอย่างดีจากคุณพี่เลี้ยงและหมอหลวง องค์ชายก็อาการดีขึ้น จนได้สติในช่วงเย็นของวันนั้นเอง ยังความดีใจให้กับอีซองมินนักหนา คุณพี่เลี้ยงรีบยกถาดอาหารมาตั้งข้างเตียง คะยั้นคะยอให้เจ้านายเสวยอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย

                “องค์ชาย เสวยเถิด ข้าให้คนเตรียมสำรับไว้ให้แล้ว เสวยเสียหน่อย พระองค์ ไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่คืนวาน” คุณพี่เลี้ยงอ้อนวอนเสียงอ่อน บรรจงตักข้าวต้มที่เป่าให้แล้วจนเย็นจ่อให้ถึงริมฝีปาก

                “เราไม่อยากอาหารเลยซองมิน เราอยากนอน” องค์ชายพูดจบก็ทำท่าจะเอนนอนอีกครั้งทั้งที่เพิ่งจะลืมตามาได้ไม่นาน ด้วยรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกาย ทั้งใจ ปวดระบมไปตัวร่าง จนไม่อยากจะขยับตัว

                “โธ่ พระองค์ เพิ่งจะได้ตื่นขึ้นมาท่านก็จะหลับอีกแล้ว ท่านนอนนิ่งๆ มาตั้งหนึ่งวันเต็มๆ ตื่นนานๆให้ซองมินชื่นใจเสียหน่อยเถิด” พระพี่เลี้ยงอี อ้อนวอน

องค์ชายควอนถอนหายใจแล้วจึงยอมนั่งนิ่งเฉย ไม่เอนนอนทั้งที่ใจอยาก แต่ก็ยังไม่เสวยอาหารที่ซองมินเอามาถวายให้ถึงข้างเตียง เขาใจลอยคิดไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

                “ซองมิน ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง” องค์ชายตรัสถาม พระพี่เลี้ยงแสนจะอึดอัดใจที่จะตอบ จึงพยายามเลี่ยงไปเรื่องอื่นเสียแทน

                “เสวยก่อนคำหนึ่งสิ หม่อมฉันจะยอมตอบ หนึ่งคำถาม ข้าวหนึ่งคำ กับ หนึ่งคำตอบ” พระพี่เลี้ยงอียิ้มหวาน พยายามหลอกล่อองค์ชายน้อย

                “เราไม่ใช่เด็กแล้วนะซองมิน อย่ามาหลอกเราแบบนี้เลย” องค์ชายควอนตรัสยิ้มๆ แต่ก็ยอมกินข้าวแต่โดยดี ข้าวต้มใส่เครื่องแบบวังหลวง ยังคงอร่อยถูกปากเขาเหมือนเดิม

                “ตอบคำถามข้าสิซองมิน” องค์ชายควอนคาดคั้น

                “ข้างนอกก็อากาศหนาวเย็นเหมือนเดิมนะองค์ชาย” คุณพี่เลี้ยงเฉไฉเล่นลิ้นไปตอบเรื่องอื่นใส่เสียนี่ องค์ชายควอนขมวดคิ้วใส่ทันที

                “เราหมายถึง บ้านเมืองเป็นอย่างไรตอนนี้ ทหารของเราเหลือรอดปลอดภัยกี่คน แม่ทัพทงยองเบเป็นอย่างไรบ้าง” องค์ชายรัวถามคำถามใส่พระพี่เลี้ยง

                “ฮุ้ย หลายข้อ กระหม่อมตอบไม่ถูก ทรงเสวยให้หมดเสียก่อน แล้วหม่อมฉันจะตอบทุกคำถาม” คุณพี่เลี้ยงยื่นข้อเสนอ องค์ชายรัชทายาท ส่ายหัวใส่พี่เลี้ยงที่แสนจะเจ้าเล่ห์คนนี้ แต่ก็ยอมกินอาหารจนหมด

                “ของหวานเสียหน่อยไหม พระองค์“พระพี่เลี้ยง ยกของหวานมาให้ถึงที่ ขนมหวานเส้นเล็กเป็นไยไหมสีเหลืองทองอร่าม รสชาติหวานจัด ปกติองค์ชายควอนคงรับมากินเสียไม่ยาก แต่วันนี้ชีวิตขมขื่นเกินกว่าจะรื่มรมย์กับรสชาติหวานหอมของขนมใดๆ

                “ไม่หรอกซองมิน ตอบเราสิ ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร” องค์ชายน้อยยังคงพยายามซักถาม

                “องค์ชาย ท่านเหนื่อย เพลีย หนำซ้ำยังเพิ่งจะฟื้นไข้ ท่านควรจะพักผ่อนเสียก่อน” พระพี่เลี้ยงพยายามหว่านล้อม เบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่อย เพราะไม่อยากให้องค์ชายน้องต้องรับรู้เรื่องราวในอาณาจักรดานาอี

                เรื่องที่เมืองกำลังจะต้องตกเป็นของคนอื่น

                “ซองมิน เจ้าผิดคำพูดกับเรา” องค์ชายควอนถามเสียงเข้ม

                “ข้าเปล่า พระองค์เสวยไม่หมดเอง ดูสิ ขนมเหลือตั้งมากมาย ข้าก็ยังไม่ตอบก็เท่านั้น” พระพี่เลี้ยง พูดหน้าตาเฉย

                “เจ้าไม่ตอบก็ไม่เป็นไร เราจะออกไปดูด้วยตาของเราเอง” องค์ชายน้อย ขยับตัวจะลุกจากที่นอนแต่ก็รู้สึกหน้ามืด จนต้องนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง ทันทีที่เท้าแตะพื้นความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมาเป็นสาย เขาระบมไปทั่วร่างจนไม่อยากจะก้าวเดิน

                “องค์ชาย อย่าเพิ่งเสด็จออกจากที่บรรทมเลย พระวรกายยังไม่แข็งแรง” พระพี่เลี้ยงรีบเข้ามาประคอง

                “เราอยากออกไปดูบ้านเมืองของเรา” พูดจบแล้วก็แข็งใจก้าวเดินอีกครั้ง แม้แต่ละย่างก้าวมันจะเจ็บปวดสักเพียงไหน แต่เขาก็อดทน ซองมินละล้าละลัง ขืนไม่ประคองไว้ เจ้านายของเขาคงไม่แคล้วล้มลงกับพื้นเป็นแน่ แต่ถ้าปล่อยให้ออกไปเห็นบ้านเมืองภายนอก หัวใจของเจ้านายเขาคงแหลกสลาย

                “พระองค์ ทรงเข้าห้องสรงเสียหน่อยเถิด เปลี่ยนฉลองพระองค์เสียใหม่ จะได้สดชื่น” พระพี่เลี้ยงพยายามดึงเวลาไว้สุดกำลัง

                “ทำไมละซองมิน มีอะไรที่เจ้าไม่อยากให้เราเห็นหรืออย่างไร”

                “ไม่มี๊” พระพี่เลี้ยงรีบตอบปฏิเสธ เสียงหลง

                องค์ชายน้อยยิ่งแน่ใจว่าคุณพี่เลี้ยงคงต้องปิดบังความลับอะไรไว้จากเขา องค์รัชทายาทหนุ่มที่ห่วงใยบ้านเมืองและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด ค่อยแข็งใจเดินไปยังระเบียงห้อง โดยมีพระพี่เลี้ยงเดินตามไม่ห่าง

                ตรวนทองหนาหนักที่ข้อเท้า ส่งเสียงกระทบพื้นห้อง ราวกับจะย้ำว่าต่อจากนี้เขาไม่มีอิสรภาพใดๆอีกแล้ว องค์ชายรัชทายาท ผลักบานประตูระเบียงออกไป ก่อนจะห่อไหล่เล็กๆเข้าหากันเมื่อลมหนาวพัดกรูเข้าใส่ เขามองออกไปยังบ้านเมืองอันเคยสวยงามของตัวเองแล้วก็ต้องกลั้นน้ำตากลืนก้อนสะอื้นลงคอ

                เมืองดานาอี ได้รับการขนามนามว่าเมืองฟ้า เพราะสวยงามดุจแดนสวรรค์ ทิวเขาสลับซับซ้อนงดงามดั่งภาพวาด ในตัวเมืองเต็มไปด้วยศิลปกรรมชั้นสูงมากมายวัดวาอาราม งดงามดั่งวิหารเทพ บ้านเมืองก็สงบสุขมานานหลายสิบปีเพราะ ได้พระราชาที่ทรงคุณธรรมปกครองบ้านเมือง

แต่สงครามไม่เคยปราณีกับสิ่งใด แม้บ้านเมืองที่ก่อร้างสร้างตัวมานับหลายร้อยปีอย่างอาณาจักรดานาอี ตอนนี้ก็มอดไหม้ วัดบางแห่งโดนเผาเสียจนไม่เหลือซาก บางส่วนยังมีควันไฟลอยขึ้นให้ประจักษ์ มิพักต้องพูดถึงบ้านเรือนของประชาชน หรือวิหารเก่าแก่สวยงาม แค่เฉพาะพระตำหนักทองของเขาเอง รอบบริเวณอันเคยเป็นสวนดอกไม้อันงดงามก็ราพณาสูร กลายเป็นที่กักขังชั่วคราวของเหล่าบรรดาเชลยทหาร ที่ถูกกักตัวไว้

                กองกำลังทหารที่เก่งกาจของเขา ถูกกักกันไว้ในคอกไม้ที่ตีขึ้นอย่างหยาบๆ ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำมาอยู่รวมกัน ทุกคนถูกริบชุดเกราะ และ อาวุธประจำกาย เหลือเพียงชุดเครื่องแบบทหาร สีเทาเข้มขลิบชายเสื้อสีแดง บ่งบอกว่าเป็นทหารรักษาพระองค์ ประจำกองกำลังขององค์รัชทายาท

                กระทั่งทงยองเบ แม่ทัพที่ไม่เคยพ่ายแพ้ใครตอนนี้ก็ต้อง นอนกลางดินกินกลางทราย อยู่ในสภาพสกปรกมอมแมมไม่ต่างจากสุนัขจรจัด

                เขาไม่อาจจะทนมองภาพนั้นได้อีกต่อไป ทุกอย่างบ่งบอกว่าเขาพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงต่อศึกครั้งนี้ องค์ชายน้อย กำพระหัตถ์แน่น จนเล็บกดลึกเข้าไปในเนื้ออ่อน ปากอวบอิ่มเม้มปิดจนเป็นเส้นตรง เขาผินหน้ามาหาพระพี่เลี้ยงก่อนจะออกคำสั่ง

                “ซองมิน เตรียมน้ำให้เราอาบหน่อย แล้วจัดชุดเครื่องแบบทหารให้เราสวมด้วย” องค์ชายน้อยสั่งเสียงเรียบ ค่อยๆ เดินเข้าไปยังห้องสรง

                ห้องที่เขาเกือบต้องสังเวยชีวิตให้กับความป่าเถื่อนของคนใจโฉด

                องค์ชายน้อยตัวสั่นด้วยความทรงจำโหดร้ายที่กัดกินใจ แต่ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะอ่อนแอ ตัวเขาเองอยู่สบายให้ห้องของตัวเอง ขณะที่ทหารหาญของเขากลับต้องนอนตากน้ำค้าง ทนกับอากาศหนาวเย็นอยู่ด้านนอก เขาละอายใจตัวเองยิ่งนักที่ไม่อาจเป็นจอมทัพที่แข็งแกร่งได้

                เขาจุ่มร่างตัวเองลงในอ่างน้ำ พิจารณาดูความบอบช้ำบนร่างกายตนเองด้วยความชิงชัง ทุกรอยมือ ทุกรอยขบดูด ประทับย้ำเหตุการณ์วิปริตอย่างน่าอายในค่ำคืนที่ผ่านมา เขาอยากจะขัดผิวกายทั่วตัวให้หลุดออก จะได้ไม่ต้องเห็นรอยพวกนี้ให้เจ็บปวดหัวใจ    

                หลังจากชำระร่างกายเสร็จ องค์ชายน้อยเช็ดตัวจนแห้ง รับเสื้อผ้าจากซองมินมาสวมใส่ ปกติพระราชวงศ์จะมีนางกำนัลไม่ต่ำกว่า 3 คนช่วยจัดแต่งฉลองพระองค์ในแต่ละครั้ง แต่สำหรับเขาเป็นกรณีพิเศษ ตั้งแต่เด็กแล้ว ที่มีเพียงซองมินเท่านั้นที่จะช่วยจัดแต่งฉลองพระองค์ให้เขาได้

                แต่วันนี้เขาอยากใส่เสื้อผ้าเอง ไม่อยากให้ซองมินต้องเห็นร่องรอยทารุณบนร่าง มันน่าอาย น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง

                แค่นึกถึงสิ่งที่เจ้าคนเถื่อนนั้นกระทำกับเขาแต่ละครั้ง เขาก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่เห็นหน้าใครให้อายหัวใจ

                แต่ในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ต้องก้าวเดินต่อไป

                อย่างน้อย ก็ในฐานะ องค์ชายเชลย ที่พอจะมีข้อต่อรองได้บ้าง

                องค์ชายน้อย ส่องตัวเองในคันช่อง แล้วก็ถอนหายใจ เส้นผมดำสนิทของเขาตอนนี้เหลือเพียงแค่เสมอต้นคอ แหว่งวิ่นจนไม่เป็นรูปเป็นทรง  เขาเสยผมปัดขึ้นไปด้านหลัง ปล่อยผมปรกซีกหน้าหนึ่ง ดวงหน้าเนียนผ่อง ที่แม้ตอนนี้มุมปากจะบวมช้ำ หน้าตาจะหมองเศร้า แต่ก็ยังคงเปล่งรัศมีแห่งวงศ์กษัตริย์ขัตติยาชัดแจ้ง

รัชทายาทหนุ่ม สำรวจตัวเองให้เรียบร้อย พยายามข่มอารมณ์ความรู้สึก เกลียด โกรธ เคียดแค้นชิงชังไว้ให้มิดเม้น นึกถึงผลประโยชน์ของเหล่าประชาชน ทหาร และข้าราชบริพาร เป็นสำคัญ แล้วจึงเอ่ยปากออกคำสั่งแก่พระพี่เลี้ยงซองมิน

                “ซองมินให้คนไปเชิญ” องค์ชายควอนจียง กัดฟัน เค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก

“ให้คนไปเชิญพระราชาแห่งเมืองคานันกรามาพบเราหน่อย” แม้เขาจะพยายามเท่าไหร่แต่น้ำเสียงก็ยังเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังอยู่ดี

                จบคำของเจ้านาย ซองมินนึกว่าตัวเองเพี้ยนจนหูฝาดไปแล้ว ถึงต้องเอ่ยปากถามเจ้านายใหม่อีกครั้ง

                “ตรัสว่าอะไรนะขอรับ”

                “ไปตามคนนั้นมา เราต้องการพบเขา” องค์ชายควอน เกลียดแม้กระทั่งไม่อาจเอ่ยเรียกได้อีกเป็นหนที่สอง

                เสียงคำสั่งนั่นยังดังอยู่ในความทรงจำส่วนลึก คำสั่งที่เขาไม่มีวันจะทำตาม  

            “เรียกชื่อของข้า เรียกข้าว่าจอมราชาชเวซึงฮยอน”

            องค์ชายควอนสะบัดหัว

            “ไม่มีวันเสียหรอก” เขาพึมพำอยู่ในใจ

                “องค์ชายจะอยากพบเขาทำไม” ซองมินนั่งลงเกาะขาเจ้านายตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมองค์ชายถึงอยากพบคนที่ทำร้ายตัวเองจนเจียนตายเช่นนั้น

                “ไปตามมาเถิด เรามีธุระ ต้องคุยกับเขา”

                เมื่อสุดกำลังจะทัดทานได้ พระพี่เลี้ยงจึงจำต้อง เดินออกไปหาทหารรักษาพระองค์ของเมืองคานันกราที่หน้าห้อง ให้ไปบอกแม่ทัพโจว ว่าองค์ชายน้อยของเขาต้องการพบราชาเมืองน้ำ ด้วยกิจอันใด เขาก็ไม่อาจตอบได้

                แม่ทัพโจวเดินไปกราบทูลเชิญ เจ้านายของตนให้มาพบองค์ชายรัชทายาท ราชาชเวซึงฮยอนทำเพียงพยักหน้ารับ แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่องค์ชายรัชทายาทจอมพยศนั้นจะอยากพบเขา แต่เขาก็ยอมเดินไปหาที่ห้องอยู่ดี

                ภายในห้อง องค์ชายควอน นั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกขนาดเล็ก เมื่อเห็นราชาชเวเดินเข้ามา องค์ชายน้อยมีท่าทางวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด ไหล่เล็กลู่เข้าหากัน ราวกับต้องการป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ แต่แล้วก็รวมรวมกำลังใจที่เหลือน้อยทุกที ยืดพระองค์ขึ้น กล่าวเชิญศัตรูให้นั่งลงบนเก้าอี้รับแขก

                “ประทับนั่งก่อนสิ ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า” องค์ชายควอนพูดเสียงเรียบ แม้มันจะสั่นสะท้านในน้ำเสียงด้วยความหวาดกลัว และ เกลียดชังแต่เขาก็พยายามข่มมันไว้ให้ลึกที่สุดในใจดวงน้อย

                “ความจริง เจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกข้ามาหานะองค์ชาย” ราชาเมืองน้ำไม่ยอมนั่ง เขายืนตระหง่านอยู่ต่อหน้าองค์ชายรัชทายาท องค์ชายควอนเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงตรงหน้าด้วยความชิงชัง

                “ถ้าไม่ติดว่ามีคนใจโฉดมันตรวนเท้าข้าไว้ ข้าก็คงไปหาท่านเองแล้ว”

                “หึ เรียกให้ข้ามาหา หนำซ้ำบอกว่าจะแล่นไปหาข้าถึงห้อง มีอะไรละ หรือว่าเจ้าอยากจะให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าอีก” ราชาเมืองน้ำพูดค้างไว้แค่นั้น น้ำเสียงและท่าทีดูหมิ่นเช่นนั้นยิ่งทวีความเกลียดชังให้แก่องค์ชายน้อยเป็นเท่าทวี

                “คนมักมากแบบเจ้าก็คงคิดได้เพียงเท่านั้น” องค์ชายน้อยลุแก่โทสะ เอ่ยปากด่าด้วยสุดทนกับกิริยาจาบจ้วง พระพี่เลี้ยงซองมินที่นั่งอยู่ไม่ไกลทำท่าเหมือนจะเป็นลม ด้วยกลัวราชาเมืองน้ำจะทำร้ายเจ้านายของตนเอง

                ราชาเมืองน้ำเดินตรงรี่เข้าจับแขนขององค์ชายรัชทายาทบีบเสียแน่น ก้มหน้าลงจนเกือบชิดใบหน้าสวย ก่อนจะพูดเบาพอได้ยินแค่สองคน

                “ถ้าข้าเป็นคนมักมาก แล้วคนแบบไหนที่เสร็จสมคามือของข้าละ องค์ชาย มันก็ไม่ต่างกันหรอก”

                จบประโยคนั้น องค์ชายควอนหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันทีด้วยความอับอาย เขารวบรวมแรงที่มีบิดตัวหนี ลุกขึ้นยืนประจันหน้า อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

                “ข้าเชิญเจ้ามาทำข้อตกลง” องค์ชายควอนข่มอารมณ์ทั้งหลายเข้าไว้ในใจเอ่ยปากบอกสิ่งที่ตั้งใจไว้

                “เจ้าไม่อยู่ในฐานะ จะทำข้อตกลงใดๆ องค์ชาย เจ้าแพ้สงครามตกเป็นเชลยแล้ว ยังมีหน้ามาเรียกร้องอันใด” ราชาเมืองน้ำพูดเย้ยหยัน

                องค์ชายน้อยยิ้มเย็นเยียบ

                “ถ้าข้าบอกว่า สามารถพาท่านไปที่วิหารลับได้ละ ที่นั่นมีสมบัติมากมายยิ่งกว่าสถานที่ใดๆ ในเมืองข้า ท่านจะเอาสมบัติกลับไปเท่าไหร่ก็ได้” องค์ชายน้อยมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสมบัติมหาศาลเช่นนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ต้องอยากได้ ซองมินที่นั่งอยู่ด้วยถึงกับตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

                มหาวิหารลับแห่งเมืองดานาอี เป็นที่เลื่องลือไปไกลว่า สวยงาม ตระการตา เปี่ยมไปด้วย ความงามพร้อมทั้งทางด้านการออกแบบ และการประดับตกแต่ง และล่ำลือกันถึงว่า เป็นสถานที่เก็บสมบัติของเหล่าบูรพกษัตริย์ทุกชั่วอายุคน ดังนั้น จึงมีเพียงพระราชวงศ์ชั้นสูง หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตเข้านั้นที่จะเข้าไปได้

                “มันมีมากขนาดไหนกันเชียว” ราชาเมืองน้ำถามด้วยความสงสัย

                “มากกว่าที่เจ้าจะจิตนาการออก” องค์ชายน้อยตอบ กระหยิ่มด้วยความมั่นใจว่าราชาเมืองน้ำต้องปรารถนาในสมบัติจนยอมต่อรองกับเขาเป็นแน่

                “งั้นหรือ”ราชาเมืองน้ำ ทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเผยอยิ้มร้ายกาจ

                “แต่ข้าไม่ต้องการ” จบคำของราชาชเว องค์รัชทายาทก็หน้าถอดสี ความมั่นใจที่มีมาสลายลงไปในพริบตา

                “แล้วเจ้าต้องการอันใดจึงจะยอมต่อรองกับข้า”

                “ข้าว่าเจ้าน่าจะรู้” ราชาเมืองน้ำเดินมาจนชิด เกลี่ยนิ้วหยาบเข้ากับพวงแก้มนุ่ม จนองค์ชายน้อยผงะหนีด้วยรู้สึกสะอิดสะเอียด

                “ว่าข้าอยากได้เจ้า กระทั่งตอนนี้มันก็อยาก” เขาพูดย้ำ พร้อมยิ้มเย้ยหยัน     แค่นั้น องค์ชายน้อยก็หมดความอดทน เขาปัดมือนั้นออกอย่างรุนแรง กำหมัดต่อยหน้าหล่อคมนั้นจนราชาเมืองน้ำหน้าหัน พระพี่เลี้ยงอี รีบถลาเข้ามากางกั้น กอดขาเจ้านายตัวเองไว้แน่น ขณะที่แม่ทัพโจว ก็เตรียมพร้อมเข้าอารักขานายของตน

                “องค์ชายพระทัยเย็นลงก่อน” ซองมินร้องเตือนสติเจ้านายตัวเอง

                “กับคนเช่นนี้ ข้าไม่ควรต้องใจเย็นด้วย หากข้ามีดาบอยู่ในมือ ข้าจะควักหัวใจของเจ้าออกมาด้วยมือของข้าเอง” องค์ชายควอนประกาศลั่น ด้วยกริ้วหนัก

                ราชาชเวกรากเข้ามากุมตัวองค์ชายน้อยไว้มั่น มือใหญ่เกาะกุมบีบรัดต้นแขนเล็กๆ จนน่ากลัวว่ามันจะหักกลางเสีย ดวงตาวาวโรจน์บ่งบอกโทสะภายในที่พลุ่งพล่าน

                “ดูเหมือนไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่สำนึก ว่าเจ้าเป็นเพียงแค่เชลยแล้ว หรือว่าข้าให้เจ้าอยู่ดีเกินไป สำราญเกินไป อย่ากระนั้นเลย เจ้าลองไปใช้ชีวิตในแบบเชลยเสียจริงๆ น่าจะดีกว่า” เขาพูดจบก็ สั่งให้แม่ทัพโจวปลดตรวนทองที่ข้อเท้าขององค์ชายน้อยออก แล้วกระชากร่างเล็กๆนั้นให้ออกไปข้างนอก

                องค์ชายควอนตัวปลิวตามแรงฉุด เขาเดินเองยังแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อโดนกระชากเช่นนี้จึงล้มลุกคลุกคลานไปตลอดทางเสื้อผ้าก็ไม่ได้สวมให้ครบชุด เรียบร้อย มีเพียงเสื้อคลุมสีเทาเข้ม ขลับแดง แบบทหารคาดด้วยผ้าคาดเอว สวมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเนื้อหนาอีกหนึ่งตัว กางเกงใส่ไม่ได้ด้วยเพราะติดโซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้าไว้

                ซองมินวิ่งตามเจ้านายของตัวเองออกไป พร้อมอ้อนวอนขอความเห็นใจจากราชาเมืองน้ำ ให้ปล่อยตัวองค์ชายน้อยแต่ก็ไม่เป็นผล ราชาชเว ลากร่างเล็กๆนั้นลงไปข้างล่างอย่างไม่ปรานีปราศัย เมื่อใดที่องค์ชายน้อยทรุดลง เขาก็กระชากให้ลุกขึ้นเดินต่อ ไม่มีท่าทีจะอ่อนโยน

                จนเมื่อมาถึง คอกที่กักขังเชลย เขาก็ผลักให้ร่างเล็กนั้นเข้าไปในกรงขังรวมกับเชลยคนอื่นๆ พระพี่เลี้ยงซองมินตกใจจนแทบสิ้นสติ องค์ชายผู้สูงศักดิ์ของเขาจะต้องมาอยู่รวมกับเหล่าเชลย ในสภาพแออัดยัดเยียดไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง

                พระพี่เลี้ยง ทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าราชาเมืองน้ำ วิงวอนขอให้ปล่อยเจ้านายของตน ขอร้องอ้อนวอนทั้งน้ำตา แต่ราชาเมืองน้ำก็ไม่ใจอ่อน

                “อย่าขอร้องข้าให้ยากเลย พระพี่เลี้ยง ให้เจ้านายของเจ้า เอ่ยปากอ้อนวอนข้าเองเสียก่อนเถอะ ข้าจึงจะยอมฟัง” ราชาเมืองน้ำ จ้องหน้าคนตัวเล็กที่ค่อยๆลุกขึ้น

องค์ชายรัชทายาท ปิดประตูคอกขังลงต่อหน้าราชาเมืองน้ำ ยอมขังตัวเองอยู่ในกลางลานดินร่วมกับเหล่าทหารของตัวเอง

                “ข้ายอมอยู่กับทหารของข้าบนลานดินนี่ ยังดีกว่าอยู่ในตำหนักทอง ร่วมกับคนอย่างเจ้า” จบคำ องค์ชายควอนก็หันหลังเดินเข้าไปกลางหมู่เชลยทหาร โดยไม่สนใจเสียงร่ำร้องของพระพี่เลี้ยง และสายตาของราชาเมืองน้ำที่มองไล่หลัง

                คนตัวเล็กนี้ใจเด็ดกว่าที่เขาคิดหลายเท่านัก ในคราวแรกนึกว่าจะหวาดกลัวความลำบากเสียจนยอมมอบกายถวายชีวิตให้เขาเสียดีๆ แต่นี่ กลับเลือกเดินเข้าสู่ความลำเค็ญ โดยไม่ใส่ใจเขาแต่น้อย

                ราชาเมืองน้ำยิ้มที่มุมปาก เขาไม่เคยเจอใคร ดื้อดึง เด็ดเดี่ยวเช่นนี้มาก่อน มันยิ่งท้าทายให้เขาอยากเอาชนะมากขึ้นไปอีก รอไปก่อนเถอะองค์ชายควอน ไม่เกินสามราตรี ก็คงอ้อนวอนกลับมาหาเขาเอง ราชาเมืองน้ำหันหลังเดินกลับขึ้นไปยังตำหนักทอง

                เจ้านายของต่างคนต่างเดินไป ทิ้งให้พระพี่เลี้ยง และคุณแม่ทัพโจวที่ยังละล้าละลัง ยืนอยู่ตรงกลาง คุณพี่เลี้ยงนั้น ร้องไห้จนน่ากลัวว่าน้ำตาจะรินเป็นสายเลือด เขารีบวิ่งเกาะตามรั้ว อ้อนวอนขอให้องค์ชายเลิกล้มความตั้งใจเสียแต่ก็ไม่เป็นผล

                “พระองค์ อย่าทรมานพระวรกายเยี่ยงนี้ ได้โปรดเถิด ออกมากลับขึ้นไปพักบนตำหนักทองเถิดองค์ชาย” ซองมินอ้อนวอนทั้งน้ำตา เขาเดินตามเกาะซี่ลูกกรงไปเรื่อย ด้วยหวังว่าเจ้านายน้อยของเขาจะใจอ่อน

“เจ้าขึ้นไปพักยังห้องของเจ้าเถิดซองมิน ข้าจะอยู่ที่นี่ อยู่กับทหารของข้า” องค์ชายควอนเดินตรงไปยังแม่ทัพทงยองเบที่นอนอยู่บนพื้นดินด้านในสุด แต่มีหรือซองมินจะยอม

“ข้าไม่ไปข้าจะอยู่กับพระองค์”พระพี่เลี้ยงเกาะลูกกรงร้องไห้ แล้วกลั้นสะอื้นเดินตามเจ้านายของตัวเองไปเงียบๆ

เหล่าทหารต่างพากันหมอบกราบ บางคนเอาผ้าเช็ดหน้า หรือถอดเสื้อคลุมมาปูให้เจ้านายของตัวเองเหยียบต่างพื้น เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ ทหารบางนาย ที่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดก็ราวกับจะมีกำลังใจจนลืมความเจ็บ เมื่อเห็นเจ้านายของตนเองเดินผ่าน

                องค์ชายน้อย นอกจากจะเก่งกาจแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยความเมตตา และ คุณธรรม ความจริงข้อนี้เป็นประจักษ์รู้กันถ้วนทั่ว ยิ่งวันนี้เมื่อทหารทุกนายเห็นกับตาว่าเจ้านายของเขา ยอมทิ้งความสบายส่วนพระองค์ ลงมาตรากตรำร่วมกับพวกเขาก็ยิ่งทวีความศรัทธาในตัวเจ้านายเป็นเท่าทวีคูณ

                เมื่อเดินไปถึงตัวแม่ทัพทง เขาก็ทรุดตัวนั่งลงโดยไม่รังเกียจความสกปรก มือเล็กนุ่มขาวเกินชาย จับตัวแม่ทัพก็ต้องตกใจ

                “ท่านแม่ทัพ ท่านไข้สูงขนาดนี้ มีใครให้การพยาบาลท่านหรือยัง” องค์ชายน้อยถามด้วยความเป็นห่วง

                แม่ทัพทง ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก พิษไข้รุมเร้าเขาจนแทบไม่ได้สติ หนำซ้ำแผลที่แขนก็ยังไม่ได้ใส่ยา เพียงแค่พันด้วยเศษผ้าให้เลือดหยุดไหล เมื่อเห็นหน้าเจ้านาย แม่ทัพทงก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพทันที แต่ด้วยอาการบาดเจ็บ เขาจึงทรุดจนต้องเกาะยึดหลักไม้แถวนั้นไว้แน่น

                “องค์ชาย พระองค์ปลอดภัยดี” แม่ทัพหนุ่มเป็นห่วงเจ้านายมากกว่าตนเอง

                “ข้า ก็ ไม่ได้เป็นอะไรมาก” องค์ชายน้อยตอบไม่เต็มคำนัก ตัวเองก็ยังอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ย เพียงแต่ทิฐิมานะในตน และความเป็นห่วงเหล่าทหารจึงทำให้เขายืนอยู่ได้

                “ท่านปลอดภัยข้าก็หมดห่วง” แม่ทัพหนุ่ม ยิ้มซีดเซียว แล้วก็หมดแรงจะทรงกาย ร่างแข็งแรงบึกบึนนั้นทรุดฮวบลง จนองค์ชายควอนดึงไว้แทบไม่ทัน แต่ด้วยว่าตัวเองนั้นร่างเล็กกว่าแม่ทัพทง จริงกลายเป็นว่าทั้งสองคนล้มคว่ำลงบนกับพื้น

                “แม่ทัพ ท่านแม่ทัพ”เขาเรียกทหารคู่ใจเสียงหลง แล้วจึงประคองร่างไร้สติของแม่ทัพทงลงนอนบนพื้นอีกครั้ง

                “ซองมิน เจ้าเอายา หรือ สมุนไพรติดตัวมาบ้างรึเปล่า” องค์ชายน้อยหันไปถามซองมินที่ ยืนอยู่นอกลูกกรง ห้องขัง ด้านข้างของพระพี่เลี้ยงมีทหารสองนายแห่งเมืองคานันกราคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง

                “ไม่มีเลย พระองค์”พระพี่เลี้ยงตอบเสียงอ่อย พลางปาดน้ำตาออกจากแก้ม

                “ขึ้นไปเอายาของข้ามาเร็ว แม่ทัพทงอาการหนักมาก ขืนปล่อยไว้คงไม่พ้นสองราตรี”องค์ชายน้อยสั่ง พระพี่เลี้ยงรีบเร่งขึ้นไปเอายาจากห้องบรรทมของเจ้านายลงมา แล้วก็ต้องร้องลั่นเมื่อโดนทหารแห่งเมืองคานันกราสั่งห้ามไม่ให้ลงไปหาเจ้านาย คุณพี่เลี้ยง ดิ้นรนร้องตะโกนโวยวาย จนแม่ทัพโจวต้องออกมาดู

                “ข้าจะลงไปหาเจ้านายข้า ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้นะ” พระพี่เลี้ยง สะบัดตัวหนีการเกาะกุมตัวของเหล่าทหาร เขาซัดหมัด กระแทกส้นเท้าใส่ทหารคนหนึ่งเสียแทบคว่ำ ข้อหาคว้าตัวเขาไว้นานเกินไป ซ้ำยังแอบจับหน้าอกเขาเสียอีก

                นายทหารอีกคนทำท่าจะฟาดคุณพี่เลี้ยงด้วยกระบองในมือ ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นแม่ทัพเดินเข้ามาขวาง

                “มีเรื่องอันใดกัน” ท่านแม่ทัพมองคุณพี่เลี้ยงที่หอบข้าวของไว้เต็มสองมือ ล้วนแล้วแต่เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคขององค์ชายทั้งสิ้น

                พระพี่เลี้ยงสะบัดหน้าหนี ตอบเสียงห้วน

                “ข้าจะลงไปหาองค์ชาย”

                “จะลงไปได้อย่างไรเจ้าไม่ได้เป็นเชลยศึก”

“ก็ข้าจะลงไป อย่ามาขวางข้านะ” คุณพี่เลี้ยงไม่พักฟังเสียง พยายามเบียดร่างอวบนุ่มผ่านร่างสูงโปร่งของแม่ทัพโจวออกไป

แม่ทัพโจวเริ่มเข้าใจความรู้สึกเจ้านายของเขาขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเห็นท่าทีดื้อดึงของพระพี่เลี้ยง

                เวลาคนน่ารักมันทำตัวดื้อแพ่งนี่ มันช่างน่าจับมาตีเสียให้หายพยศ

                เจ้านายเขาก็คงรู้สึกแบบนี้กับองค์ชายควอนกระมัง

                “เจ้าลงไปไม่ได้ พระพี่เลี้ยง ข้างล่างมีไว้ขังเชลยทหาร หากอยากลงไปนักก็ต้องไปเป็นเชลยกับเจ้านายของเจ้า จะยอมไหมละ” แม่ทัพโจวเอ่ยปากท้าทาย

                “ก็ย่อมได้” พระพี่เลี้ยงตอบเสียงดังฟังชัด ประสายสายตากับแม่ทัพหนุ่ม แบบไม่มียอมแพ้ จนแม่ทัพโจวถึงกับตะลึงในน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวของคนเมืองดานาอี

                “เจ้าจำไว้เถอะ อีซองมินคนนี้ รักองค์ชายควอนจียงยิ่งกว่าชีวิต เจ้านายของข้ายังยอมลำบากได้ ข้าจะยอมอยู่สบายได้อย่างไร” พระพี่เลี้ยงซองมิน มองหน้าแม่ทัพโจวนิ่ง ก่อนจะเดินหันหลังลงไปข้างล่าง แต่ไม่ทันมือของแม่ทัพโจวที่เอื้อมมาคว้าต้นแขนนุ่มนั้นไว้

                ซองมินไม่รู้ตัว เขายังคงเดินลงไป จนแม่ทัพโจวกระชากให้หยุด ร่างเต็มตึงอวบแน่นจึงชะงักกึก เซถลาเข้าหาอกกว้างของแม่ทัพต่างเมือง

                “เจ้าลงไปไม่ได้ คืนนี้อากาศหนาวจัด สวมเสื้อผ้าแค่นี้คงได้ป่วยตายกันทั้งบ่าวทั้งนาย ไปเอาผ้าห่ม เสื้อคลุมเสียก่อนสิ แล้วค่อยลงไป” แม่ทัพโจวบอก

                ในเมื่อนายบ่าวต่างเสียสละซึ่งกันและกันได้ขนาดนี้เขาก็คงจะห้ามอันใดไม่ได้ พระพี่เลี้ยงอีมองคนตรงหน้าอยู่ชั่วอึดใจแล้วถึงรีบวิ่งเข้าห้องหยิบเอาผ้าห่มเนื้อหนามาสองผืน เสื้อคลุมอีกสองตัวและกวาดเอายารักษาโรคทั้งหมดที่มีในห้อง ใส่ไว้ในห่อผ้า ก่อนจะรีบวิ่งตึงตังลงไปในทันที

                แม่ทัพโจว เดินตามหลังลงไป อนุญาตให้พระพี่เลี้ยงเข้าไปหาเจ้าชายน้อยในคอกขังเชลย

                “ข้าให้เจ้าเลือกอีกครั้ง เจ้าจะเลือกลงมาหาเจ้านายได้เป็นครั้งคราว ก็ได้นะ ข้าอนุญาต จะได้ไม่ต้องลำบากนอนกลางดินกินกลางทรายเช่นนี้”แม่ทัพโจวยื่นข้อเสนอ เขาเองมีหน้าที่ดูแลเชลยศึกโดยตรง จึงมีอำนาจสั่งการบางอย่างได้ แต่บางเรื่องก็ต้องรอคำสั่งจากจอมราชาชเวอยู่ดี

                “ข้ายินดีร่วมทุกข์ ร่วมสุข กับเจ้านาย และพี่น้องร่วมชาติของข้า” พระพี่เลี้ยงอีซองมินเชิดหน้าขึ้นตอบ เดินหายเข้าไปกลางหมู่เชลยตรงไปหาเจ้านายของตัวเองที่นั่งอยู่ด้านในสุด ทิ้งให้แม่ทัพโจวยืนตะลึงงันอยู่กับที่

                ถ้าเขาทำได้ก็คงกระชากคุณพี่เลี้ยงกลับไปบนห้องเหมือนกัน

                แม่ทัพโจวส่ายหัวก่อนจะเดินขึ้นไปพักบนตำหนักทองดังเดิม

                ซองมินวิ่งถลา เข้าไปหาเจ้านายทันที เอาผ้าห่มคลุมให้เจ้าชายน้อย แต่องค์ชายควอนกลับเอาผ้านั้นไปห่มให้แม่ทัพทง ที่มีอาการหนาวสั่นเพราะพิษไข้ เขาประคองศีรษะของแม่ทัพขึ้นให้นอนบนตักนุ่ม รับยาจากมือของซองมินมาป้อนให้แม่ทัพคู่ใจ

                “ยองเบ เจ้าต้องดื่มยานี้นะ” องค์ชายน้อยรินยาเข้าปากแห้งผากของแม่ทัพทงแล้วยังให้ซองมินไปคอยดูอาการของทหารคนอื่น คนไหนอาการหนัก ก็ประทานยาให้เพื่อช่วยบรรเทาอาการ

                “องค์ชาย ยามีไม่มากนักหากให้หมดจะไม่เหลือไว้รักษาตัวท่านเอง” ซองมินเอ่ยทัดทาน

                “ไม่เป็นไรซองมิน ข้าไม่เป็นอะไร ข้าเจ็บน้อยกว่าพวกเขา ยาพวกนี้ให้ทหารของข้าเถอะ อย่างน้อยก็ได้บรรเทาการเจ็บปวดได้บ้างก็ยังดี”คำตอบของเจ้าชายน้อยทำให้เหล่าทหารน้ำตาซึม นายทหารคนไหนที่อาการไม่หนักมากก็ไม่ยอมรับยาพระราชทาน และบางคนแม้เจ็บจนเจียนตายก็ไม่ยอมรับ

                เพราะเกรงว่าจะไม่เหลือยาไว้ให้เจ้านายของตน

                จนองค์ชายควอน ต้องเดินไปช่วยทายาให้เอง บอกให้ซองมินป้อนยาให้ถึงที่ เหล่าทหารจึงยอมรับยา  คืนนั้นเกือบค่อนคืน องค์ชายน้อยเฝ้าดูแลทหารของตนเองด้วยเมตตา ทำแม้กระทั่งไปนั่งกุมมือ นายทหารที่กำลังใกล้จะสิ้นลมหายใจ เพื่อเป็นกำลังใจสุดท้ายในบั้นปลายชีวิต

                “พระองค์ กระหม่อมกำลังจะตาย” นายทหารคนหนึ่งที่อาการหนัก จนเจียนจะเสียชีวิต บีบมือองค์ชายควอนแน่น มองหน้าเจ้านายตัวเองด้วยดวงตาเลื่อนลอยราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่างได้ทุกเมื่อ

                “ทหาร เจ้าไม่ได้ตายหรอก เจ้าจะแค่หลับไป แล้วไปตื่นในโลกใหม่ที่สวยงามกว่านี้ เจ้าอย่ากลัวเลย” องค์ชายควอนส่งยิ้มให้อย่างมีเมตตา ยกมือนุ่มขึ้นลูบศรีษะของทหารชั้นผู้น้อยคนนั้นแผ่วเบา

                เพียงแค่นี้ ทหารของเขาก็หลับตาลงอย่างเป็นสุข

                แม้ว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้วก็ตาม

                องค์ชายน้อย วางมือที่ไร้วิญญาณนั้นลงบนอกของทหารหาญ เอาผ้าคลุมปิดหน้าให้ นั่งอยู่อีกหนึ่งอึดใจเพื่อภาวนาให้วิญญาณไปสู่สุคติ แล้วจึงลุกขึ้นเดินไปดูทหารคนอื่นต่อ โดยไม่มีท่าทีจะเหน็ดเหนื่อย

                จนซองมินต้องมาเรียกให้ไปนอนนั่นแล้ว องค์ชายรัชทายาทถึงยอมเดินไปล้มตัวลงนอนข้างของแม่ทัพทง โดยไม่ลืมแกะผ้าพันแผล แล้วโรยผงยาสมุนไพรให้แม่ทัพคู่ใจ

                องค์ชายน้อยนิ่วหน้าเมื่อเห็นผ้าพันแผลทั้งเก่าทั้งสกปรก เขาจึงฉีกชายเสื้อคลุมของตัวเองออกเป็นริ้วแล้วเอาพันแผลให้ทหารหนุ่มแทน

                แม่ทัพทงปรือตาขึ้น อยากจะขยับปากบอกขอบคุณแต่ก็ไร้แรงจะพูด จึงทำแค่เพียงบีบมือองค์ชายน้อยไว้แน่น

                “ไม่เป็นไร ยองเบ ไม่เป็นไรนะ เราอยู่ตรงนี้” องค์ชายน้อยบีบมือหนาของทงยองเบ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนรักและแม่ทัพคู่ใจแน่น ก่อนจะเอนตัวลงนอนเคียงข้าง โดยไม่ปล่อยมือนั้นออก

                คืนนั้นแม้อากาศจะหนาวเหน็บ แต่ดวงใจเชลยทุกดวงกลับอบอุ่นราวกับมีแสงอาทิตย์สาดส่อง

                เหตุการณ์ทุกอย่างไม่รอดพ้นไปจากสายตาคมของราชาเมืองน้ำ ที่ยืนมองมาจากระเบียงห้อง เขานึกปรามาศเจ้าชายน้อยไว้ว่า แค่คืนแรกก็คงนอนร้องไห้กลางลมหนาวแล้ว แต่ไม่นึกว่าองค์ชายควอนจะอดทน หนำซ้ำยังเป็นที่รักของทหารเยี่ยงนี้ ทั้งยังมีน้ำใจงาม ขนาดแบ่งยาของตัวเองให้ทหารทุกคน เดินเยี่ยมส่งยิ้มให้กำลังใจทหารทุกนาย

                ยิ้มที่เขาไม่เคยได้รับ

                แต่ที่เขาหงุดหงิดที่สุดคงเป็นการที่องค์ชายน้อยยอมลงนอนเคียงข้างร่างบึกบึนล่ำสันของเจ้าแม่ทัพนั้นต่างหาก

                ทีกับเขาละดิ้นรนหนี แต่กับเจ้าแม่ทัพนั้นกลับยอมนอนเคียงข้างโดยดี และยอมให้จับมือไว้เสียอีก

                ในอกหนาร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูก เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยมีให้กับใคร ไม่ชอบเห็นเจ้าชายน้อยที่เคยอยู่ในกำมือของตน ไปอยู่ใกล้ใครขนาดนั้น

                ใกล้ชิดเช่นนั้น เจ้าแม่ทัพล่ำคนนั้นจะได้กลิ่นหอมหวานประจำตัวขององค์ชายน้อยด้วยรึเปล่า กลิ่นที่เขาอยากสูดดมให้ชื่นใจอีกครั้ง

                แค่คิดก็อยากจะลงไปดึงร่างเล็กนั้นกลับขึ้นมาอยู่บนตำหนักทองอีกครั้ง จะได้ไม่ต้องนอนจับมือกับเจ้าแม่ทัพนั้นอีก

                แต่ลงไปตอนนี้ก็คงเสียศักดิ์ศรี ราชาเมืองน้ำกัดฟันดูภาพที่องค์ชายน้อย คอยลุกขึ้นมาใส่ยา ป้อนยาให้แม่ทัพหนุ่มด้วยความขัดเคืองใจ ร่างสูงโปร่งกระชับเสื้อคลุมหนาเข้ากับตัวคืนนี้อากาศหนาว องค์ชายน้อยมีเพียงเสื้อคลุมห่มกาย เพราะผ้าห่มทั้งสองผืน ผืนหนึ่งซองมินใช้ปูนอน อีกผืนนั้น องค์ชายน้อยก็ยกให้แม่ทัพคู่ใจไปเสียแล้ว  

                ราชาเมืองน้ำเรียกทหารหน้าห้องให้ไปเชิญแม่ทัพโจวคยูฮยอนให้เข้าพบ ไม่นานนักแม่ทัพโจวก็เดินเข้ามา

                “มีอะไรให้รับใช้หรือกระหม่อม” แม่ทัพโจวถามองค์ราชาของตน

                “เจ้าหาผ้าห่มไปให้องค์ชายควอนกับคุณพี่เลี้ยงเสียหน่อยเถอะ คืนนี้อากาศหนาว ข้าไม่อยากให้มีคนตายเพิ่ม แล้วก็เอายาไปให้เพิ่มด้วย ท่าทางจะแจกคนอื่นจนหมดเสียแล้ว” ราชาเมืองน้ำตรัสเสียงเรียบ ถ้อยคำไม่ประดิษฐ์ให้สวยงาม แต่ใจความนั้นบ่งบอกชัดเจน

                ว่าเป็นห่วงนัก

                แม่ทัพโจว ลอบยิ้มในใจ เจ้านายของเขาคนนี้ปากหนัก พูดไม่เพราะ แสดงออกไม่เป็น แม่ทัพโจวค่อนข้างแน่ใจว่า ราชาเมืองน้ำยังไม่เคยตกหลุมรักใครด้วยซ้ำ

                ด้วยว่าขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วตลอดเวลาก็วุ่นวายกับภารกิจราชการบริหารบ้านเมืองมาโดยตลอด แม้จะมีนางสนมเต็มตำหนักใน แต่ไม่เคยเห็นใครที่องค์ราชาของเขาจะให้ความสนใจเช่นนี้สักคน มีเพียงแค่เรียกให้ขึ้นมาหาบนตำหนักเป็นครั้งคราวเท่านั้น

                แต่ครั้งนี้บางอย่างดูแปลกไปเจ้านายของเขาดูใส่ใจองค์ชายน้อยองค์นี้มากเกินกว่าใครๆที่เขาเคยเห็นมา แม้ว่าวิธีการเอาใจใส่มันจะดูแข็งทื่อ และ แสนจะเอาแต่อารมณ์ไปเสียหน่อยก็ตาม

 แม่ทัพโจวตอบรับคำสั่ง เขาเดินออกไป สั่งให้นางกำนัลประจำตำหนัก หาผ้าห่มไปมาเพิ่ม แล้วเดินลงไปให้องค์ชายควอนและพระพี่เลี้ยงอีด้วยตัวเอง

“องค์ชาย รับผ้าห่มไปเพิ่มเถิดคืนนี้อากาศหนาว เดี๋ยวท่านจะทรุดหนักลงไปอีก” แม่ทัพโจวนั่งลงมอบผ้าห่มให้อย่างสุภาพ องค์ชายควอน ลุกขึ้นมารับไมตรีที่มอบให้โดยไม่รังเกียจ ก่อนจะกางผ้าห่มออก ห่มเพิ่มให้แม่ทัพทงอีกชั้นเพราะเห็นแม่ทัพทงยังมีอาการหนาวสั่นจากพิษไข้

“ส่วนนี้เป็นยาที่องค์ราชาชเวสั่งให้เอามาประทานให้” แม่ทัพโจว มอบห่อยาในมือให้แต่องค์ชายควอนกัดปากแน่น นั่งนิ่งเฉย ด้วยไม่อยากรับยาจากราชาใจเถื่อน

“รับไปเถิดองค์ชาย หากพระองค์ไม่ใช้เองก็จะได้ให้บรรดาทหารของพระองค์ใช้” แม่ทัพโจวพูดราวกับรู้ความคิดในใจขององค์ชายน้อย

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอบใจเจ้าด้วย” องค์ชายควอนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมรับห่อยานั้นมาส่งให้อีซองมิน

“พระองค์ต้องทรงขอบพระทัยเจ้านายของข้า ทรงมองเจ้าชายน้อยด้วยความเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา” แม่ทัพโจวตอบยิ้มๆ พลางบุ้ยใบ้ให้มองขึ้นไปยังระเบียงชั้นสอง

ที่นั้นราชาเมืองน้ำยังคงมองลงมาข้างล่างด้วยสายตาคมกริบ แค่องค์ชายน้อยคิดว่ากำลังโดนตาคมดุจเหยี่ยวนั้นจ้องมองอยู่เขาก็สั่นสะท้านไปทั้งกาย เจ้าชายน้อยหวาดผวาจนไม่ยอมมองขึ้นไปยังระเบียงห้อง เขาหันไปตอบขอบใจแม่ทัพโจวเรียบๆ

“ท่านเป็นคนเอามาให้ข้า ข้าก็ต้องขอบใจท่าน ส่วนท่านจะไปบอกเจ้านายท่านว่าอย่างไรก็ตามแต่” องค์ชายน้อยตอบ แล้วสนทนากับแม่ทัพโจวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม อยู่อีกครู่หนึ่งอย่างไม่ถือพระองค์ ก่อนจะบอกให้อีซองมิน เดินไปส่งแม่ทัพโจวที่หน้าประตูกรงขัง คุณพี่เลี้ยงปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเสียไม่ได้ ใบหน้าหวานนั้นบูดบึ้งด้วยยังไม่หายเคืองใจ

“อ่ะ กลับไปได้แล้ว” อีซองมินเอ่ยปากไล่ตรงๆ ปิดประตูกรงขัง ก่อนจะเดินหันหลังกลับ ท่าทางแบบนั้นมันน่าโดนจับมาตีก้นเสียให้เข็ด แม่ทัพหนุ่มจากเมืองน้ำผิวปากหวือ ก่อนจะเดินกลับขึ้นตำหนักไปรายงานให้เจ้านายตัวเองรับทราบ

ราชาชเวเดินกลับเข้ามารอฟังรายงานข่าวในห้องด้วยความงุ่นง่าน เขาเดินวนเวียนไปมาเหมือนเสือติดจั่น ทำไมองค์ชายน้อยนั้นถึงยิ้มให้ทุกคนยกเว้นเขา แม้กระทั่งแม่ทัพโจวก็ยังได้รับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น ส่วนเขาได้แค่แววตาแห่งความเกลียดชัง

ทันทีที่แม่ทัพโจวเดินเข้ามาในห้อง เขาก็เอ่ยปากถามทันที

“เป็นอย่างไรบ้าง ข้างนอก” เขาถามเรียบๆ พยายามไม่พาดพิงถึงใคร

“ก็หนาวจริงอย่างที่พระองค์บอก ถ้าไม่เอาผ้าห่มไปให้องค์ชายน้อยท่าทางจะแย่ อ่อ องค์ชายน้อยบอกขอบคุณหม่อมฉันมาด้วย” แม่ทัพโจวรายงาน พร้อมรอยยิ้มละไมบนใบหน้า ขณะที่เจ้านายของเขายิ้มไม่ออก

“ขอบคุณเจ้า” ราชาชเวเลิกคิ้วเข้มขึ้นเป็นเชิงไม่พอใจอย่างหนัก

“ใช่สิ ก็หม่อมฉันเป็นคนเอาผ้าห่มลงไปให้ องค์ชายควอนก็ขอบคุณหม่อมฉันก็ถูกแล้ว” แม่ทัพโจวตอบกลั้วหัวเราะ

เขากับราชาชเวเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก จนเติบใหญ่ เขาก็อยู่รับใช้ข้างกายราชาชเวทั้งในฐานะแม่ทัพ และ ฐานะเพื่อนสนิทมาโดยตลอด

“เจ้านี่หาเรื่องโดนสั่งขังลืม” ราชาชเวตอบกลับเสียงเครียด ขณะที่แม่ทัพโจวยังคงหน้าระรื่น

“ท่านรู้รึเปล่าว่าองค์ชายน้อยยิ้มสวยมาก ฟันขาวเงาวับเรียงกันงามเหมือนไข่มุกน้ำงาม รอยยิ้มก็สดใส อบอุ่นเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้า ยิ้มแบบนั้นไม่เหมาะกับน้ำตาสักนิด” แม่ทัพโจวสาธยายต่อ ราชาชเวยิ่งได้ฟังก็ยิ่งหงุดหงิด อย่างไม่ทราบสาเหตุ

ยิ้มสวยเช่นนั้นหรือ อยากเห็นเหลือเกิน

เดี๋ยวครั้งหน้าจะสั่งให้ยิ้มให้ดู

“รอยยิ้มแบบนั้นไม่ว่าใครก็สั่งไม่ได้หรอกท่าน” แม่ทัพโจวพูดขึ้นมาราวกับรู้ความในใจของเจ้านาย

                ราชาเมืองน้ำตวัดตาคมมามองเพื่อนรักและทหารคู่ใจของเขา ด้วยขุ่นเคืองในอารมณ์ โจวคยูฮยอนรู้เสมอว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ จนบางทีเขาก็แอบคิดว่าแม่ทัพ คนสนิทของเขาคงจะมีพลังจิต

                “ช่างเถอะ ไม่เกินสามราตรีก็คงทนไม่ไหวเอง” ราชาเมืองน้ำเปรยเบาๆ หัวเราะร้ายในลำคอ

อย่าคลานกลับมาหาข้าก็แล้วกัน องค์ชายน้อย ข้าจะทำให้เจ้าสุขจนลืมไม่ลง

                ราชาเมืองน้ำอนุญาตให้แม่ทัพโจวไปพักผ่อนส่วนตัวเขาเอง เดินเข้าห้องบรรทม เอนตัวลงนอนบนพระยี่ภู่ผ้าไหมเนื้อนุ่มเนียนละเอียดกาย พยายามข่มตาให้หลับ แต่จิตกลับคิดถึงผิวเนียนนุ่ม และ กลิ่นหอมหวาน ขององค์ชายน้อยตลอดเวลา กระทั่งที่นอนผ้าไหมเนื้อละเอียดนี้ก็ไม่นุ่มเหมือนเนื้อเนียนของเจ้าชายควอน

                เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วนอนหลับลงไปในอีกคืนอันเปล่าเปลี่ยว

                ด้านล่าง องค์ชายน้อยหลับอย่างเป็นสุข แม้จะนอนกลางดินแข็ง ไร้ที่นอนนุ่ม มีเพียงผ้าห่มปูนอน ไม่มีหมอนหนุน ไม่มีหลังคาคุ้มหัว แต่ก็มีท้องฟ้าประดับดาววับวาวนับล้าน เป็นเพดาน ข้างกายเขาแม่ทัพทงหลับสนิทไปแล้วเพราะพิษไข้ องค์ชายควอนยิ้มให้กับแม่ทัพคู่ใจ ก่อนจะเอนตัวลงนอนข้างๆ ด้วยความรู้สึกปลอดภัยกว่าทุกคืนที่นอนบนตำหนักทอง

                 

               

               

 

 

 

edit @ 22 Feb 2012 08:00:19 by angeliga

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ได้อ่านตั้งแต่ลงที่เด็กดี สนุกมาก
น่าติดตาม ชอบพล็อตเรื่องมาก
จะติดตามนะคะ ^^confused smile

#1 By mumu on 2012-02-17 18:46

เหมือนสามีงอนภรรยาเลยอ่ะพี่ส้ม พลอยชักอยากเห็นตอนราชาสยบราชินีแล้วค่ะ 5555

#2 By SN Ploynil (206.53.148.240) on 2012-02-17 20:01

น้องพลอย สองตอนที่แล้วมันก็สยบไปสองรอบแล้วนะ อิหนูจี หลับกลางอากาศไปแล้วสองที แต่มีสยบได้อีกเรือ่ยๆฮ่าๆ

#3 By angeliga on 2012-02-17 22:21

ไรเตอร์คนเก่ง แต่งดีมากๆค่ะ เค้าชอบทุกคู่เลย

#4 By jay (58.9.227.77) on 2012-02-18 14:09

จับไรเตอร์บีบคอจะเป็นไรมั๊ยเนี่ย!!
มีความสุขมากป่าวค่ะที่แต่งให้ปู่ทัปย่าจี๊ดโศกขนาดนี้
มีความสุขมากม๊ายยคร๊าาาา *ตะโกนนนน

รีดเดอร์ใจจะขาดแล้วนะค่ะ
ทำไมใจร้ายไส้ระกำขนาดนี้
ย่าจี๊ดตัวก็เล็กบอบบางแถมเพิ่งฟื้นไข้
ปล่อยใ้ห้ไปนอนกลางดินกินกลางทราย
กับอากาศหนาวๆ แบบนั้นได้ยังไง
คิดได้ไงค่ะไรเตอร์!!!!!!!!!!!!!!

พี่ทัปไม่ผิด!!
แต่ไรเตอร์ผิด!!!

โอเคปะ อิอิอิอิ

ปล.เรื่องนี้แต่งดีมากคะ ชอบทั้งภาษาและการบรรยาย
ให้เอบวก เว่อร์ๆๆ ไปเลย
ปล.2 รีดเดอร์อ่านข้ามนะค่ะ อ่านเฉพาะคู่ 55555555

#5 By aOmsin on 2012-04-18 20:30