Srisenwa

ศรีแสนวา ตอนที่ 5.1

posted on 20 Oct 2011 00:43 by angeliga  in Srisenwa

ดูรายละเอียดสั่งจองได้ที่

http://angeliga.exteen.com/20111208/entry-2

-ตอนที่ 5-

“If”

 

ด้านหน้าโรงแรม ศรีแสนวา ซึงฮยอนกับ คังแดซอง ยืนประจันหน้ากันอยู่ ทั้งคู่มีท่าทางเคร่งเครียด อาทิตย์ทอแสงทองส่องขอบฟ้ายามเช้า ลมทะเลพัดแรงจนผมปลิวปรกใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ชื่อ ชเวซึงฮยอน

เขามีท่าทางตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศยามเช้าอันสดชื่นไม่ช่วยให้ความกังวลในใจลดต่ำลงแต่อย่างใด

“นาย แน่ใจแล้วนะที่ตัดสินใจแบบนี้” คังแดซองถามหนุ่มรุ่นน้อง

 “ผมแน่ใจครับพี่” ซึงฮยอนตอบหนักแน่น

“นายน่าจะคิดดูใหม่นะ” หนุ่มล่ำรุ่นพี่ ถามย้ำ

“ต่อให้คิดอีกแสนรอบ ผมก็มีแค่คำตอบเดียว ผมแน่ใจครับพี่” ซึงฮยอน ยังคงยืนยันคำเดิม”

“ถ้านายตัดสินใจเด็ดเดี่ยวอย่างนี้แล้ว ก็ตามใจนาย หวังว่านายจะเลือกถูก” รุ่นพี่หนุ่มตบบ่าหนักๆให้กำลังใจ

.

.

.

.

.

“ศักดิ์ชายยยยย ตามหาหัวใจกลับมาให้ได้น้า แล้วเอาตัวคุณจียงกลับมาเยี่ยมพวกเราด้วยละ” เสียงพนักงานสาวๆของโรงแรม ตะโกนสั่งพ่อศักดิ์ชายคนดี ทุกคนโบกไม้โบกมือลากันหยอยๆ

ซึงฮยอนค้อมหัวให้แล้วโบกมือตอบ เขาเดินไปยกมือไหว้ลาคุณปลาโลมา เจ้าของโรงแรม ด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะหันหลังขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังสนามบินเหินฟ้าไปยังประเทศเกาหลี

เขาตัดสินใจเลือกตามหาชิ้นส่วนของหัวใจที่ขาดหาย มากกว่าเลือกตำแหน่งผู้บริหารโรงแรมอันทรงเกียรติ อย่างดีพ่อก็ให้เขาทำงานอีกสองปี แค่นี้เขายอมได้

 

แต่ให้รออีกสองเดือน ทั้งที่จียงรอเขามากว่า 9 ปี แล้ว เขายอมไม่ได้

“ถ้าหากว่า”จียง ตัดสินใจที่จะไม่รอเขาขึ้นมาเล่า

แค่คิด เขาก็เจ็บไปทั้งหัวใจ

 

คุณปลาโลมา ติดต่อ ผู้จัดการส่วนตัวของ ควอนจียงไว้เรียบร้อยแล้วว่า ศักดิ์ชายจะเดินทางไปหาจียงที่ประเทศเกาหลีภายในอาทิตย์นี้ ซึงฮยอน จึงรีบเร่งเก็บของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ที่เกาหลีเป็นฤดูอะไร ท้ายสุดเลยตัดสินใจเอาไปทุกอย่าง ตั้งแต่เสื้อกันหนาว ยันเสื้อกันฝน รองเท้าแตะ ไปจนถึงรองเท้าบูท

ใจของซึงฮยอนลอยไปยังประเทศเกาหลีตั้งแต่วันแรกที่จียงจากไป แต่กว่าจะไปอธิบายให้คุณพ่อสุดที่รักฟังถึงสาเหตุที่ต้องออกจากงาน พร้อมยินยอมรับคำประกาศิตจากผู้เป็นบิดาทุกประการ กว่าจะจองตั๋วเครื่องบินได้ หาที่พักได้ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสามวัน

ซึงฮยอนนั่งเครื่องบินเหินฟ้าไปยังประเทศเกาหลี ดินแดนที่เขาจากมานานหลายปี มือกุมสร้อยคอที่จียงมอบคืนให้ ภาวนาในใจว่า

‘รอพี่ก่อนนะจียง รอพี่ชายคนนี้ของน้องก่อน’

 ซึงฮยอนหลับตาเอนตัวลง บนที่นอนชั้นบิซิเนส แต่แล้วเครื่องบินก็ตกหลุมอากาศอย่างแรง เครื่องสั่นรัวจนเหมือนจะหลุดเป็นชิ้นๆ เขาโดนแรงของเครื่องบินโยนจนตัวลอยสูงขึ้นมาจากที่นั่ง ทั้งที่ยังนอนอยู่

ด้านนอกเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า คำรามลั่น อสนีบาตแลบแปลบปลาบ ฟาดเปรี้ยง เขย่าขวัญจนเขาครองสติแทบไม่ได้ เครื่องบินสั่นกระแทกขึ้นลง อย่างน่ากลัว เสียงผู้โดยสาร ทั้งหญิงชายหวีดร้องระงม  ผู้หญิงข้างเขา นิ่งเงียบในตอนแรกเหมือนจะคุมสติมั่นคง แต่แล้วสักพักกลับกรีดร้องดังลั่น ดั่งคนบ้า ด้วยกลัวจนคุมสติไม่อยู่

ตัวเขาเองรู้สึกเหมือน ถูกจับปั่นอยู่ในเครื่องซักผ้า เขาไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ทุกครั้งที่เครื่องตกหลุมอากาศ ซึงฮยอนจึงตัวลอยขึ้นแล้วหล่งลงมากระแทกเบาะนั่งทุกครั้งจนเจ็บช้ำไปทั้งตัว  เขาคว้าพนักพิงไว้เป็นที่ยึดแล้วพยายามใส่เข็มขัดนิรภัยอย่างทุลักทุเล จนเป็นผลสำเร็จ เครื่องบินยังคงเขย่าอย่างบ้าคลั่ง ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนเขากำลังจะตาย เวลาผ่านไปนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ชายหนุ่มกำสร้อยคอแน่น

 

ในใจเขามีแต่ใบหน้าของ ควอนจียง ผู้เป็นที่รักเท่านั้น

 

 ..............................................................

“ตื่นเถอะ ตื่น” เสียงใครบางคนดังขึ้นปลุกควอนจียงขึ้นจากที่นอน

“นายควรจะกลับไปนอนที่ห้องบ้างนะ” ยองเบเพื่อนรัก เขย่าตัวจียงเบาๆ ตั้งแต่กลับมาถึงเกาหลีได้สามวัน จียงกลับบ้านแทบนับครั้งได้

“เด็กหนุ่มใช้เวลาอยู่ในห้องอัดเพลงเงียบๆ บางทีก็หายตัวไปเฉยๆ พร้อมกับกาโฮ ใครถามก็บอกแค่ว่าพากาโฮไปเดินเล่น กลับมาทำเพลงเสร็จ ก็อาศัยนอนบนโซฟา กลับห้องส่วนตัว ก็เมื่ออยากอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น

“อือ ยองเบ ก็ฉันนอนที่นี่แล้วไง มันก็เหมือนกันละน่า” จียงงัวเงียลุกขึ้น บิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบ

นอนบนโซฟา หรือจะสบายเท่ากับนอนบนเตียง แต่จียงไม่อยากกลับคอนโด ห้องหับกว้างใหญ่ แต่หัวใจเขากลับเปลี่ยวเหงา เขาคิดถึงพี่ซึงฮยอนทุกครั้งที่ต้องอยู่คนเดียว เด็กหนุ่มนั่งก้มหน้า ถอนหายใจระบายความเศร้า

“แต่วันนี้นายควรจะกลับห้องนะ สภาพนายแย่มากเลยจียง มานี่มา” ยองเบ ดึงแขนเพื่อนรักให้ลุกขึ้นเขาจับตัวเพื่อนรักไปยัดใส่มือพี่คิมนัมกุก เพื่อให้พี่ผู้จัดการพาจียงกลับคอนโด

“อือ ยองเบ แต่เพลงของฉันมันยังไม่เสร็จเลยนะ” คนตัวเล็กโอดครวญ

“เพลงนี้ของนายน่ะ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จหรอก เห็นแต่งมาตั้งแต่ตอน 11 ขวบถ้ามันจะเสร็จมันคงเสร็จไปนานแล้ว กลับบ้านไปอาบน้ำก่อนไป”

ยองเบ เอ่ยปากไล่ดื้อๆ สภาพเพื่อนตัวเล็กของเขา มันสุดจะดูได้ หน้าตาหมองคล้ำ ไร้ความสดใส ใต้ตาบวม ดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ถ้าหากว่า พี่ซึงฮยอนของมันมาเห็นตอนนี้ คงเปลี่ยนใจกลับประเทศไทยแทบไม่ทัน

“ว่าแต่ทำไม พี่ซึงฮยอนอะไรนั้น ยังไม่มาสักทีละเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า” ยองเบพึมพำกับตัวเองก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นดู

………………………………………………………………………………….

ชเวซึงฮยอนไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่เวลานี้เขากลับกลัวอย่างที่สุด  เขากลัวว่าจะไม่ได้เจอน้องจียงของเขาอีกแล้ว

ทั้งเครื่องบินดังระงมไปด้วยเสียงกรีดร้อง สลับด้วยเสียงสวดมนต์อ้อนวอนขอชีวิต ซึงฮยอนหลับตาแน่น รู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้เหลือกำลัง แต่แข็งใจระงับไว้ ในหัวนึกแต่ภาพเวลาอันมีความสุขระหว่างเขา และจียง

“ถ้าหากว่า”เขาบอกออกไปตั้งแต่ตอนนั้นว่าจำได้

“ถ้าหากว่า”เขา เฉลียวใจตั้งแต่แรกว่าคือจียงคนเดียวกัน

เครื่องบินโยกตัวแรง นานเกือบยี่สิบนาทีกว่าจะสงบนิ่งเป็นปกติ กัปตันประกาศเสียงเรียบเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ว่าเจอกับสภาวะอากาศแปรปรวนกะทันหัน และทำให้ถึงจุดหมายช้ากว่าหมายกำหนดการ ต้องขออภัยผู้โดยสารทุกท่าน

ซึงฮยอน ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขานึกว่าจะมาตายก่อนจะได้เจอหน้าน้องจียงอีกครั้งเสียแล้ว

“ถ้าหากว่า”เป็นเช่นนั้น เขาคงตายตาไม่หลับ

………………………………………………………………………………

หลังจากนั้นไม่นาน ซึงฮยอนได้เหยียบแผ่นดินเกาหลีสมใจ หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ซึงฮยอนไม่สนใจสิ่งอื่นใด เขาหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมากดเบอร์ที่เซฟเก็บไว้เป็นอย่างดี แล้วก็ต้องทำหน้ายุ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง

“ทำไมโทรไม่ได้วะ” แต่พอดูก้มโทรศัพท์เต็มตา เขาแทบจะเขวี้ยงมันทิ้งตามด้วยเอาหัวโขกเสาแถวนั้นสักสามสี่ทีเผื่อจะหายโง่

“แม่ง ลืมเปิด โรมมิ่ง แล้วโทรได้แต่เบอร์ฉุกเฉิน หรือกูควรจะโทรหาตำรวจดีวะ” ซึงฮยอนพึมพำกับตัวเอง ด้วยความหงุดหงิด เขารีบร้อนจะมาเกาหลีเกินไป จนลืมไปว่ายังไม่ได้ทำเรื่องเปิดใช้สัญญาณโทรศัพท์ข้ามชาติแต่อย่างใด

กลางป่าคอนกรีตเยี่ยงนี้ จะใช้สัญญานควัน หรือ นกพิราบสื่อสารคงไม่ได้ จะโห่เรียกเหมือนทาร์ซานคงไม่ได้อีก ซึงฮยอนเดินเข้ามินิมาร์ท ซื้อการ์ดโทรศัพท์ มาโทรหาคุณพี่ผู้จัดการที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะทันที

โทรแล้วโทรอีก จนมือจะหงิกตายห่าอยู่แล้ว คุณผู้จัดการก็ไม่รับเสียที จนอยากจะพังตู้โทรศัพท์ให้แหลกลาญคามือด้วยความโมโห แต่ก็คิดว่าคงไม่ดีนัก หากต้องถูกจับเข้าคุกเกาหลี

เขาไม่อยากให้จียงมาประกันตัวเขาในคุก มันคงดูไม่ดีเท่าไหร่

หนุ่มหล่อ หยิบการ์ดโทรศัพท์ขึ้นมา ยกขึ้นจบท่วมหัว นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพ บริกรรมคาถา แล้วเป่าพ่วงๆๆใส่การ์ดโทรศัพท์ สามที ทำเอาประชากรแถวนั้นแตกตื่น นึกว่าพ่อหนุ่มคนนี้คงกำลังจะประทับทรงเจ้า

หนุ่มหล่อ จูบการ์ดโทรศัพท์หนึ่งที แล้วเริ่มโทรใหม่อีกครั้ง

สัญญาณดังขึ้น เชื่องช้าอ้อยอิ่ง

.

.

.

ในที่สุด ปลายสายก็รับ

ซึงฮยอนดีใจจนแทบกระโดด เขารู้สึกเหมือนชีวิตมีความหวังรำไรขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

“ฮัลโหลครับ ผมชเวซึงฮยอนครับ ที่คุณปลาโลมา ติดต่อไว้ เอ่อ นั่นคุณ คิมนัมกุก ผู้จัดการของควอนจียงใช่รึเปล่าครับ”

..........................................

“ครับ ที่อยู่ตามนี้นะครับ ผมไปหาได้เลยใช่รึเปล่าครับ”

“..............................”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้ละครับ อะไรนะครับ ให้ผมมองหาผู้ชาย ล่ำๆ หัวตั้งๆ แต่ชอบใส่หมวก ใส่แว่น ชื่อทงยองเบ นะครับ ได้ครับ”

“...............................”

“อ๋ออ ยามหน้าบริษัท ดุมากใช่ไหมครับ ครับเบอร์โทร ที่ติดต่อได้ใช่ไหมครับ ขอบพระคุณมากครับพี่” ซึงฮยอน กล่าวขอบคุณพี่ผู้จัดการส่วนตัวของจียง ก่อนจะรีบเร่งเดินไปขึ้นแท็กซี่ออกไปทันที

 

 แท็กซี่เกาหลีนี้มันช่างเล่นตัว เรียกกี่คันๆ ก็ไม่ไป เขาหงุดหงิดจนสบถหยาบคาย ล่วงเข้าแท็กซี่คันที่สิบ เขาก็โมโหจนแทบจะบีบคอคนขับรถลากลงมาแล้วขึ้นไปขับเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด ตาคมดุตวัดฉับ ยื่นกระดาษที่อยู่ พร้อมบอกข้อเสนอให้คนขับแท็กซี่ทันที

“ผมให้เพิ่มอีก 30,000 วอน จากค่าโดยสาร ไปส่งผมที่นี่เดี๋ยวนี้ ไปให้ถึงภายใน หนึ่งชั่วโมง” ไม่รู้ว่าเพราะอำนาจเงิน หรือเพราะหน้าตาของซึงฮยอนมันดุดันขมึงทึง ราวกับจะกัดกินหัวคนขับได้อยู่แล้วหรืออย่างไร พี่แท็กซี่จึงพยักหน้ารับ เหมือนโดนมนต์สะกด

 

มนต์หมาบ้า

 

บ้ารัก

 

ที่พักยังไม่ต้องเข้า ค่ารถแพงเท่าไหร่ ศักดิ์ชายก็สู้  งานนี้ทุ่มสุดตัว

.........................................................................................................

คิมนัมกุก เดินกลับมาหลังจากคุยโทรศัพท์ กับพ่อศักดิ์ชายนักรักเสร็จเรียบร้อย พ่อคุณเล่นโทรถี่ยิบตั้งแต่ อยู่ในรถกับจียงแล้วใครมันจะไปรับได้

พอส่งจียงขึ้นห้องแล้ว นั่นแหล่ะ เขาถึงรับโทรศัพท์จากพ่อหนุ่มซึงฮยอนได้ คนหนุ่มนี่มันใจร้อนจริงๆ  ตกลงรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว เขาเดินไปซื้อกาแฟ สองแก้ว แก้วหนึ่งให้ตัวเอง อีกแก้ว เป็นของควอนจียง เสียเวลาอยู่นานกว่าจะได้กาแฟ จนนึกหงุดหงิด แล้วถึงได้ขึ้นมาบนคอนโด

คอนโดของควอนจียง อยู่ระหว่าง บ้านเดิมของเด็กหนุ่มและค่ายเพลง มันเป็นคอนโดขนาดใหญ่ แม้ไม่ได้หรูหราแต่มีความเป็นส่วนตัวสูง และมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา จียงชอบที่นี่มาก เคยถามว่าทำไม ถึงชอบที่นี่ เด็กหนุ่มยิ้มสดใส ก่อนจะตอบว่า

“ก็ที่นี่น่ะ เดินทางไปหน่อยเดียวก็ถึงสวนสาธารณะที่ผมเจอ             พี่ซึงฮยอนแล้วนี่ครับ เดินไปอีกนิดก็ถึงบ้านเก่าของพี่ซึงฮยอนแล้วด้วย ถึงตอนนี้มันจะถูกขายให้คนอื่นไปแล้วก็เถอะ แต่ถ้าเจ้าของเขาขายเมื่อไหร่นะครับ     จียงจะรีบไปซื้อทันทีเลยละ”

คิมนัมกุกนึกแล้วก็ ต้องอมยิ้มกับรักแรกในความทรงจำอันแสนจะสดใสของศิลปินหนุ่ม เฮ้อ เด็กหนอเด็กจะรู้ไหมว่า ชีวิตจริงความรักมันไม่ได้สวยงามตลอดเวลา ต่อจากนี้เขาคงต้องคิดหาวิธีปิดข่าวต่างๆอย่างสุดความสามารถเสียแล้ว

คิมนัมกุกทำงานกับค่ายนี้มานาน นานจนเขาเห็นทุกความตั้งใจ  ทุกความมุ่งมั่น ตั้งแต่จียงยังเป็นแค่เด็กฝึกหัดในค่าย จนวันนี้ผงาดขึ้นมาเป็นศิลปินอันดับหนึ่งของประเทศเคียงข้างกับทงยองเบ เขาเห็นทุกหยาดเหงื่อ และ หยดน้ำตา หลายครั้งเขาเห็น ควอนจียงและทงยองเบ ท้อแท้ จนถึงขั้นกอดคอกันร้องไห้ แต่ทั้งสองก็ไม่เคยเลิกล้มความตั้งใจ

ตอนที่ทั้งคู่ได้รับรางวัลใหญ่ครั้งแรกในชีวิต บนเวทีตอนรับรางวัลเด็กหนุ่มสองคนกอดกันแน่น ร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติกับความสำเร็จที่ได้รับ หลังจากที่ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตลงไป เหตุผลทุกอย่างนี้เขาจึงรักจียงเหมือนน้องชายแท้ๆ ถ้าจะมีอะไรที่เขาทำให้น้องชายคนนี้มีความสุขได้ เขาก็จะทำ

“จียง เสร็จรึยัง นายแต่งตัวนานเกินไปแล้วนะ” นัมกุก เคาะประตูถาม แต่เคาะอยู่นาน สองนาน ก็ยังไม่มีเสียงตอบ ผู้จัดการหนุ่มเริ่มเอะใจ เขาหยิบกุญแจ สำรองขึ้นมาไขเข้าไปในห้องทันที

 

ทั่วห้องว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงา ของควอนจียง นัมกุก ตกใจแทบสิ้นสติ ยกนาฬิกาขึ้นดู อีกครึ่งชม. จะถึงเวลาที่นัดไว้กับซึงฮยอนแล้ว

ตามแผนที่วางไว้ เขาจะรับจียงไปส่งไว้ที่สตูดิโอ แล้วให้ทงยองเบลงไปรับ ชเวซึงฮยอนขึ้นมา ไปพบกับควอนจียงในห้องอัด เพื่อให้ทั้งคู่ได้เจอกันเสียที

ความรักที่เฝ้ารอมา 9 ปีจะได้สมหวัง

 

แต่นี่

 

ควอนจียงหายไป หายไปไหนวะเฮ้ยยยยยย

มันไม่ควรจะเป็นกู ที่โดนเซอร์ไพซร์ สิครับ กูไม่อยากตื่นเต้น

หรือจียงกลับไปที่ ห้องอัดแล้ว

 

ไม่จริงนา

 

คุณผู้จัดการสุดแสนจะร้อนรนหัวใจ ยกโทรศัพท์ ขึ้นโทรหาซึงฮยอน  ก็ปรากฏ ว่าติดต่อไม่ได้ นัมกุกโทรหา ยองเบ เพื่อถามว่าจียงกลับไปที่สตูดิโอรึเปล่า ยองเบวิ่งกลับไปดูที่ห้องอัดก่อนจะตอบมาอย่างตกใจไม่แพ้กันว่า

“ไม่มีครับพี่ เกิดอะไรขึ้นครับ”

“จียงหายตัวไป ตอนนี้พี่ติดต่อ ซึงฮยอนไม่ได้ เขาคงไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่คิดว่าคงอยู่ระหว่างทางไปที่ค่ายแหละ นายช่วยลงไปดักที่ประตูหน้าหน่อยนะ มองหาคนที่ตัวสูงๆ หน้าตาดีๆ พี่ฝากด้วยนะ ยองเบ พี่จะกลับไปเดี๋ยวนี้ละแล้วเราค่อยคิดกันใหม่”

                จบคำของ พี่นัมกุก ยองเบ คว้าหมวก ใส่แว่น แล้วเดินลงไปด้านหน้าของตึกทันที

.............................................................................................................

ชเวซึงฮยอน นั่งอยู่ในรถแท็กซี่ด้วยความอึดอัดใจ เขาลืมไปว่า เกาหลีมีกฎหมายเข้มงวดมากเรื่องการใช้รถใช้ถนน คนขับรถไม่ยอมแซงไม่ยอมปาด ไม่ยอมเร่งความเร็ว ไม่ซิ่งเหมือนแท็กซี่ไทย กฎหมายกำหนดแค่ไหนก็ขับแค่นั้น

ความเร็วขนาดหอยทากง่วงนอนเช่นนี้ กูจะไปตามหัวใจของกูทันหรือนี่ จะไปหวังว่าจะโดดลงจากแท็กซี่ ลงไปนั่งมอเตอร์ไซค์วิน ไปหาเหมือนอยู่เมืองไทยก็ทำไม่ได้  เกาหลีมันไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ

ชายหนุ่มได้แต่นั่งกระสับกระส่าย ก้มดูนาฬิกา ดูแล้วดูอีกเหมือนว่าถ้าดูมากๆเข้าแล้วเวลามันเร่งขึ้นได้บ้าง กว่ารถแท็กซี่จะต้วมเตี้ยมมาจอดที่หน้าบริษัทได้ก็เกินเวลาไปกว่าสิบนาที

ซึงฮยอน ควักกระเป๋าจ่ายเงินแล้ววิ่งตรงเข้าไปยังประตูหน้าของค่ายเพลงอันดับใหญ่ต้นๆแห่งเกาหลีที่จียงสังกัดอยู่ทันที

ใจอยากจะถลาเข้าไปหาฝ่ายประชาสัมพันธ์ ถามหาคุณทงยองเบ คุณคิมนัมกุก หรือถามหาควอนจียงเสียให้รู้ดำรู้แดง แต่ก็ต้องถูกสกัดดาวรุ่ง ด้วยโดนลุงยามของบริษัทไล่ออกมา ซึงฮยอน ล่าถอยออกมามองหาตู้โทรศัพท์ กดเบอร์หา ผู้ชายที่ชื่อทงยองเบทันที

หลังจากนั้นก็กลับไปยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าตึกอีกครั้ง ไม่นานก็มีผู้ชายตัวสั้นๆล่ำๆใส่หมวก ใส่แว่น ใส่เสื้อผ้ามิดชิด เดินออกมาหาเขา หนุ่มล่ำ ลดแว่นลง  แล้วเงยหน้ามองเขา ถามเบาๆพอให้ยินกันสองคนว่า   

“คุณสากชั่ย ช่ายหมาย ครับ” หนุ่มเกาหลีออกเสียงไทยไม่ชัด ทำเอาเจ้าของชื่ออย่างซึงฮยอนสะดุ้งโหยง แม้จะเข้าใจได้ แต่ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจนิดหน่อย

‘เรียกซะเหมือนสากกะเบือ’

“ครับ เรียกผมว่าชเวซึงฮยอนก็ได้ครับ” หนุ่มหล่อโค้งให้ ผู้ชายตัวล่ำคนนั้น เรียกชื่อเกาหลีเถอะครับ ชื่อไทย สำเนียงเกาหลี มันไม่ไหวจริงๆ

“ตามผมมาได้เลยครับ” ยองเบ เดินนำหน้าอย่างรวดเร็ว ยืนอยู่นานไม่ได้ เพราะว่าแฟนคลับแถวนั้นเริ่มหันมามองเขากันใหญ่แล้ว

............................................................................................................

“แก คนนั้นนะหล่อเนาะ สู๊ง สูงง หน้าตาก็ดี สงสัยเป็นนักร้องใหม่แน่เลยแก”

“อืมมม หล่อมากเลยแก แต่แก ผู้ชายอีกคนนั่น คุ้นๆนะ คุ้นๆ แต่คงไม่ใช่พี่ยองเบหรอกเนาะ พี่เขาคงไม่ตัวเล็กขนาดนั้น”

แฟนคลับตรงนั้นซุบๆซิบๆกันอยู่เบาๆ ดีแล้วที่แม่นางทั้งหลายเบาเสียง เพราะถ้ายองเบสุดหล่อได้ยินเข้า คงน้อยใจแย่

ถึงน้องล่ำเขาจะตัวเล็กไปหน่อย แต่อย่างอื่นมันไม่เล็กหรอกนะ

...........................................................................................................

                “คุณชเวซึงฮยอนครับ จียงหายตัวไป” เขาเดินนำซึงฮยอน ขึ้นไปยังห้องอัดที่จียงเคยขลุกตัวอยู่ในห้องนี้ ทันทีที่เดินเข้าไปพ้นจากสายตาของแฟนคลับ ยองเบถอดแว่น ถอดหมวกออกแล้วรีบบอกเรื่องราวให้ซึงฮยอนรู้ในทันที ซึงฮยอนเข่าอ่อนแทบทรุดเมื่อได้ยินข่าว

“หมายความว่ายังไงครับ หายตัวไป หายไปตอนไหนครับ”เขาถามรัวเร็ว ด้วยความกังวลใจ ขณะเดียวกันพี่นัมกุกก็วิ่งเข้ามาสบทบ

“ซึงฮยอน จียงหายไปไหนก็ไม่รู้” คิดนัมกุก ย้ำเข้ามาอีกที ทำเอาซึงฮยอน หัวหมุนด้วยความมึนงงเป็นคำรบสอง

“น้องหายไปนานรึยังครับ” ซึงฮยอนถามเสียงแผ่ว ใจหายไปอยู่ตาตุ่ม หรือว่าเขาจะมาช้าไป

“หายไปก่อนคุณมาสักครู่นะครับ โทรไปเท่าไหร่ก็ไม่รับสาย อ๊ะ จียงส่งข้อความมาแล้วครับ” นัมกุก พูดจบซึงฮยอนก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูข้อความทันที

“พี่นัมกุก ครับไม่ต้องเป็นห่วงผมนะครับ ผมปลอดภัยดีครับ ผมอยากอยู่เงียบๆคนเดียว ในที่ที่เป็นความทรงจำอันสวยงามของผม วันนี้ไม่มีงาน ผมคงกลับไปตอนเย็นๆนะครับ”

 

อ่านข้อความของจียง จบ ซึงฮยอนรู้ทันทีว่า ที่แห่งความทรงจำของจียงคือที่ไหน หนุ่มหล่อวางกระเป๋าลงวิ่งออกจากห้องอัดทันที โดยไม่ฟังเสียงใครทั้งสิ้น

 

“ถ้าหากว่า”น้องยังคิดว่าความทรงจำเหล่านั้นมันสวยงาม

“ถ้าหากว่า”พี่เข้าใจถูกต้อง

“ถ้าหากว่า” น้องยังรอพี่อยู่

               

ซึงฮยอน วิ่งออกจากตึกแล้วก็หันรีหันขวาง ตึกนี้ไม่ได้ติดถนนใหญ่ จะต้องวิ่งออกไปอีกพักใหญ่ จึงจะถึงถนนหลักที่สามารถ เรียกรถแท็กซี่ได้

จากตึกนี้ไปที่นั่น มันไม่ไกลกันมาก เขาจำทางไปได้เป็นอย่างดี หนุ่มหล่อ ทำท่าจะออกวิ่ง ก็พอดีกับที่มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอด คนขับเปิดหมวกกันน็อกขึ้น เป็นยองเบนั้นเอง ยองเบส่งหมวกกันน็อกอีกใบให้กับคนตัวสูง พร้อมบอกเสียงเข้ม

“ขึ้นมา ขืนวิ่งไป ได้ตายก่อนเจอจียงแน่” ซึงฮยอน กระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ คันใหญ่ของยองเบ แล้วตะโกนบอกจุดหมายปลายทางทันที

                “ไปที่สวนสาธารณะริมน้ำ แถวบ้านจียงได้เลยครับ”


 

edit @ 12 Dec 2011 17:19:26 by angeliga