delight love ,ตอนที่18
posted on 12 Apr 2012 08:05 by angeliga in delightloveDelight 18
นิทรรศการแสดงภาพถ่าย
วันนี้จียงมาทำงานด้วยความหงุดหงิด เมื่อคืนซึงฮยอนหายไปทั้งคืน จนเช้าก็ยังไม่กลับ โผล่หัวเข้ามาอีกทีก็ตอนที่เขาอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย พร้อมจะไปทำงาน ขณะที่ซึงฮยอนยิ้มจืดเจื่อนให้ ก่อนจะรีบอาบน้ำแต่งตัวใหม่ลวกๆ แล้วขับรถมาส่งเขาที่ทำงาน
เขาไม่อยากถามว่าหายไปไหนมาทั้งคืน
เพราะมันเหมือนเมียถามผัวด้วยความหึงหวง
“จียงครับ วันนี้กลับเองได้รึเปล่า” ซึงฮยอน ถามจียงตอนที่จอดรถลงที่หน้าตึก เด็กหนุ่มนั่งหน้าบึ้งทันที
“ทำไมละ” จียงถามห้วนๆ
“ผมมีธุระนะครับ เดี๋ยวผมจะให้แดซองไปส่งที่บ้านนะครับ”ซึงฮยอนบอกเสียงอ่อน มองหน้าหวานๆบูดบึ้งของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกใจคอไม่ดี
“ก็ได้ กลับเองก็ได้” จียงตอบ พร้อมเดินลงจากรถปิดประตูใส่ดังปัง ไม่สนใจว่าคนบนรถจะหัวหดขนาดไหน
มังกรนี่เวลามันโกรธมันช่างน่ากลัว
ซึงฮยอนหัวเราะก่อนจะขับรถออกไป ทิ้งให้จียงเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าที่ทำงานไปคนเดียว
ทุกคนในออฟฟิศต่างก็แสดงความยินดีกับเขาที่การสัมภาษณ์ผ่านไปได้เป็นอย่างดี จียงยิ้มรับอย่างสดใส ความรู้สึกว่าเรื่องราวร้ายๆน่าจะผ่านไปแล้วทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
แต่เขาก็อารมณ์ดีได้ไม่นาน เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของหญิงสาวในชุดสีดำเดินเข้ามา นิโคลก้าวฉับๆ ตรงมาที่โต๊ะ ของจียงโดยไม่สนใจสายตาของใครรอบข้าง หญิงสาวถอดแว่นตาดำออก ดวงตาคู่สวยนั้นบวมช้ำ แดงก่ำราวกับร้องไห้มาทั้งคืน
จียงมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ วันนี้นิโคลดูหมดไร้เรี่ยวแรง แต่ในดวงตานั้นยังฉาบแววเย่อหยิ่ง เหมือนทุกครั้ง เขาลุกขึ้นยืนเพื่อรอดูว่าวันนี้นิโคลมาหาเขาเพื่ออะไร
“คุณจียง นิโคลมีบางอย่างให้คุณดู” เธอส่งอัลบั้มรูปหนึ่งให้จียงดู เขานิ่งไปอึดใจแล้วเริ่มรับไปเปิดดู
ข้างในเป็นรูปของนิโคล กับซึงฮยอน อัลบั้มนี้คงเก่าน่าดู เพราะมันเก่าคร่ำ รูปข้างในบางรูปก็ซีดจางลงไป แต่บางรูปที่อัดด้วยเทคโนโลยีและกระดาษที่ดีก็คงความสดใสเหมือนเพิ่งถูกบรรจุลงในอัลบั้มในเมื่อวาน
แต่ละรูปที่ทั้งคู่ถ่ายด้วยกันนั่น บ่งบอกว่าทั้งสองเคยรักกันมากขนาดไหน สายตาที่ซึงฮยอนมองนิโคลเต็มไปด้วยความหลงใหล นอกจากนั้นก็เป็นรูปที่ซึงฮยอนเป็นคนถ่ายให้ ในบางรูปนิโคลดูเหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกถ่ายตอนไหน
จียงรับมาดูแล้วก็รู้สึกแสลงใจ ตัวเขาเองไม่เคยถ่ายรูปคู่กับซึงฮยอนด้วยซ้ำ เขานึกสงสัยว่าหากได้ถ่ายรูปด้วยกันจะเป็นอย่างไร สายตาของซึงฮยอนที่มองเขา จะเป็นแบบที่มองนิโคลหรือไม่
“นิโคลไม่เคยลืมซึงฮยอน” เธอพูดเบาแต่เฉียบคม จียงเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมถอนหายใจดูเหมือนเรื่องวุ่นวายคงจะยังไม่จบลงง่ายๆ
“สิ่งผิดพลาดที่สุดในชีวิตนิโคลคือการเลือกเดินจากซึงฮยอนไป”เสียงเธอสะอึกในลำคอราวกับกลืนก้อนความเจ็บช้ำลงไปในอก
“ตอนนี้นิโคลอยากแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด”เธอประสานสายตามองควอนจียงนิ่งนาน ผู้ชายตัวเล็กบอบบางคนนี้หรือที่ตอนนี้กุมหัวใจของซึงฮยอนไว้ทั้งดวง
เธอไม่เชื่อ ไม่มีทาง
“นิโคลไม่ยอมแพ้หรอกนะ ไม่มีวัน” เธอดึงอัลบั้มในมือของจียงคืน หันหลังเดินกลับ เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่
รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางเอกละครหลังข่าวที่โดนนางอิจฉาตามราวีขึ้นมายังไงชอบกล
เขานั่งลงทำงานต่อ พยายามปัดเรื่องราววุ่นวายใจออกไปให้หมด จริงอยู่ว่านิโคลนั้นเป็นคนที่ซึงฮยอนเคยรัก แต่ตอนนี้เขาก็ค่อนข้างแน่ใจว่า เขาเป็นคนเดียวที่ซึงฮยอนรัก
ก็แค่ค่อนข้าง เท่านั้น
จียงทำงานด้วยความว้าวุ่น วันนี้ซึงฮยอนเงียบไปทั้งวัน กระทั่งตอนกลางวันก็ไม่โทรมา ไม่โผล่มาให้เห็นหน้า จนเขานึกหงุดหงิด
อะไรวะ พอยอมทำตัวดีด้วยก็ดันมาทำเป็นหายไปแบบนี้ เด็กหนุ่มนั่งมองโทรศัพท์ตัวเอง แล้วก็สะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกเข้า บนหน้าจอเป็นชื่อของซึงฮยอน จียงยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“มีอะไร” เด็กหนุ่มถามเสียงเรียบ
“ฮืมม พูดไม่เพราะเลยจริงเชียวคนอุตส่าห์โทรมาด้วยความคิดถึง” ซึงฮยอนทำเสียงน้อยอกน้อยใจขณะที่จียงทำหน้ามุ่ย
“แล้วเย็นนี้สรุปไม่มารับจริงๆหรอ”เขาถามเสียงอ่อย หลังจากเจอมารนิโคลผจญเข้าไปแบบนั้น วันนี้ก็รู้สึกไม่อยากกลับบ้านคนเดียว
“อยากให้ไปรับหรือไงฮึ” เขากระเซ้าถาม
“อยาก” จียงอุบอิบตอบเบาๆ
“อะไรไม่ได้ยิน”
“อยากเว้ย” จียงตะโกนใส่โทรศัพท์ลั่น จนคนแถวนั้นหันมามองกันเป็นตาเดียว เด็กหนุ่มรู้สึกหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทันที ขณะที่ปลายสายหัวเราะร่วน
“แหม ก็ไม่ต้อง บ่งบอกความอยากขนาดนั้นก็ได้นี่นา แต่ว่าวันนี้ไปรับไม่ได้จริงๆนะครับ คนดี เดี๋ยวให้แดซองกับพี่แทมมี่ไปส่งให้ถึงบ้านเลยนะ” ซึงฮยอนอธิบาย จบแล้วก็นิ่งเงียบรอว่าปลายสายจะพูดอะไรต่อ
จียงเองก็เงียบ เขาถอนหายใจ แล้วตอบรับอย่างจำยอม
จะไปงอแง ขอให้ผู้ชายมารับถึงที่มันก็นิสัยผู้หญิงเกินไปหน่อย
ระดับจียงมันต้องใช้วิธีแบบ แมนๆ
“ไม่มารับก็ตามใจนะ แต่ว่า.......ไอ้ที่ตั้งใจจะให้คืนนี้ก็ไม่ต้องเอาแล้วกัน”พูดจบ เด็กหนุ่มก็วางสายไปในทันที ปล่อยให้ซึงฮยอนถือโทรศัพท์ค้าง
อะไรจียง จะให้อะไร เอาอะไรให้ จะให้เอาอะไร
กรี๊ดดดดด ชายหนุ่มกรีดร้องโหยหวนในใจ นี่เขาพลาดไปแล้วสินะที่ไปขัดใจมังกร
ซึงฮยอนพยายามต่อสายกลับไปหาจียงอีกหลายรอบแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ หนักเข้าปลายสายก็ปิดเครื่องหนีไปเลย
ชายหนุ่มกำโทรศัพท์แน่น หัวเราะกับตัวเองแล้วหันไปก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ พยายามเร่งงานให้เร็วที่สุด
เย็นนี้จะได้ซิ่งไปรับจียงทัน
.................................................................................................
หลังจากก้มหน้าก้มตาทำงานมาทั้งวัน พอจียงเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ บิดขี้เกียจ แล้วถึงได้เห็นว่าเป็นเวลาเลิกงานแล้ว นึกแปลกใจที่วันนี้ไม่เห็นทั้งพี่ยองเบ และ พี่แดซองมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆเหมือนทุกวันแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เด็กหนุ่มเก็บข้าวของ แล้วเปิดโทรศัพท์ขึ้นใหม่ เห็นข้อความจากซึงฮยอนเข้ามาเป็นพรืด แล้วก็อดยิ้มด้วยความสะใจไม่ได้
“เดี๋ยวเย็นนี้ไปรับ” เขายิ้มกว้างพอเห็นข้อความนี้
“แล้วถ้ารางวัลที่ได้ไม่ถึงใจละ น่าดู” ทันทีที่อ่านข้อความนี้จบ เขาก็ขนหลังลุกชันทันที
“ไอ้บ้านี้ หื่นตลอดละ” จียงอมยิ้มแล้วก็ส่ายหัว ไม่ถึงอึดใจ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
เขาเห็นว่าเป็นเบอร์ของซึงฮยอนก็แกล้งไม่รับ ปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินมาข้างหลัง
เขาหันไปดูแล้วก็ต้องตกใจ ไอ้คนที่โทรศัพท์หาเขาอยู่เมื่อกี้มันมายืนอยู่ข้างหลังเสียแล้ว ชายหนุ่มปิดโทรศัพท์ลง ปรี่เข้ามาช่วยจียงเก็บของอย่างรวดเร็วแล้ว ดึงมือคนตัวเล็กออกจากออฟฟิศในทันที
“เฮ้ย ไหนบอกมารับไม่ได้ไง” จียงร้องโวยวาย อายบรรดาพี่สาวหลายคนที่มองมานัก
“ก็ไหนบอกมีของจะให้ไง นี่รีบมาเอาเลยนะเนี่ย ถ้าไม่เจ๋งจริงนะ จียง น่าดู” ซึงฮยอนหัวเราะหึหึ ในลำคอ ก่อนจะจับคนตัวเล็กยัดเข้าลิฟท์ กดปิดประตูแล้วกักคนตัวเล็กไว้ในวงแขน
“เตรียมอะไรไว้ให้ฉันฮึ” เขายิ้มพราวขณะที่จียงกลืนน้ำลายลงคอ
เด็กหนุ่มคิดหาทางออกเป็นที่วุ่นวายได้ ก็ได้เตรียมอะไรให้ไว้ให้ที่ไหนเล่าพูดไปอย่างนั้นล่ะ
“คือ เอ่อ ของที่จะให้มันอยู่ที่บ้าน” จียงหดตัวติดกับผนังลิฟต์เต็มที่ โล่งใจที่หาทางออกไปได้หนึ่งเปาะ
“ดี งั้นไปถึงบ้านขอเลยนะ” ซึงฮยอนหัวเราะ ขณะที่จียงทำหน้าไม่ถูก ได้แต่นึกบ่นอยู่ในใจว่า ‘แล้วกูจะเอาอะไรให้มันวะเนี่ย’
“ซึงฮยอน ฉันกลับเองก็ได้นะ” จียงพยายามหาทางหนีรอด แต่คนตัวสูง จี๊ปากใส่ลพลางโบกนิ้วขู่
“ไม่ได้ ๆ มารับถึงที่แล้ว ยังไงก็ต้องกลับด้วยกัน” เขาหัวเราะอารมณ์ดีแล้วจูงมือน้อยกลับไปที่รถทันที
จียงนั้นนั่งเงียบไปตลอดทาง ขณะที่ซึงฮยอนเองก็ต้องรับโทรศัพท์ไปตลอดทางเช่นกัน ดูเหมือนช่างภาพหนุ่มมีงานกองสุมหัวอยู่มหาศาลทีเดียว
“นายงานยุ่งมากเลยเหรอ” คนตัวเล็กถามเบาๆ ด้วยรู้สึกผิด ที่ทำตัวงอแง
“ก็ยุ่งพอควรนะ พอดีมีงานด่วนเข้ามา เลยต้องเร่งให้เสร็จ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงเบาขึ้นแล้วละ” เขาอธิบายพลางถอนหายใจ
จียงมองแล้วก็นึกสงสาร เด็กหนุ่มชะโงกหน้าไปจุ๊บแก้มของซึงฮยอนเบาๆ หนึ่งทีเป็นเชิงให้กำลังใจ
ซึงฮยอนยิ้มกว้างแล้วหันมาชี้ปากตัวเองเป็นเชิงขอจูบ จียงทำปากยื่นแล้วก็หลับตาลงอย่างน่ารัก ปล่อยให้ช่างภาพหนุ่มก้มลงมาจูบเบาๆที่ปากอวบอิ่ม ก่อนจะโยกหัวร่างเล็กเล่นแล้วก็จับมากอดรัด จนอิ่มใจ
“น่ารักจริงๆเลย เอามันซะบนรถดีไหมเนี่ย” จบประโยคหลัง จียงรีบดิ้นหนีทันที
“ไอ้บ้ากาม” เขาพูดจบก็กลับไปนั่งกอดอกหลังตึงอีกรอบ
ซึงฮยอนหัวเราะ ก่อนจะบังคับรถเข้าจอดที่ลานจอดรถของคอนโด แล้วจูงกันขึ้นห้อง
“ไหนละ เตรียมอะไรไว้ให้” เข้าห้องปั๊ปเขาก็เอ่ยปากถามทันที
“ใจร้อน” จียงหัวเราะ กลบเกลื่อน ความจริงก็คือ เขากำลังพยายามหาทางเอาตัวรอดป็นรอบที่สองต่างหาก
“ไม่ได้เตรียมไว้ละสิ รู้หรอกน่า” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างรู้ทัน แล้วคว้าร่างเล็กมากอดเสียแน่น จียงได้แต่ดิ้นอึกอัก ตอบไม่ถูก
“ผมขอโทษจริงๆนะ งานมันเยอะมาก เข้าใจเถอะนะ” ซึงฮยอน อ้อนเสียงอ่อน จียงยกแขนเล็กโอบร่างสูงใหญ่ไว้หลวมๆ พยักหน้ากับอกกว้าง
“ฉันก็ขอโทษที่เอาแต่ใจ” จียงพูดแล้วก็ทำหน้าสำนึกผิด
“งั้นมาให้ทำโทษหนึ่งทีก่อน” พ่อคนเจ้าเล่ห์กดจมูกลงกับแก้มนุ่ม แล้วกัดแก้มนวลเบาๆด้วยรู้สึกหมั่นเขี้ยวนัก จียงร้องโวยวายทันที
“หมาป่าจริงๆเลยนายนี่ มากัดกันได้ยังไง” เด็กหนุ่มเอามือปาดน้ำลายที่ยังค้างอยู่บนแก้มแล้วก็ทำหน้าแขยงนัก
“ก็มันน่ากัดนี่นา” เขาหัวเราะ แล้วก็กอดคนตัวเล็กนิ่งๆอีกหน
“ต้องไปแล้วนะ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ ต้องส่งพรุ่งนี้แล้ว” ซึงฮยอนอ้อนเสียงอ่อน จูบลงตรงขมับ ขณะที่จียงทำหน้างออยู่พักหนึ่งแล้วก็ถอนหายใจ
“แล้วรีบกลับมานะ” เด็กหนุ่มกอดร่างสูงแน่น พูดพึมพำอยู่กับอกกว้าง
“จะรีบที่สุดเลยครับ” ซึงฮยอนยิ้มกว้าง ก้มจูบปากนุ่มๆเสียอีกหนึ่งทีแล้วจึงรีบร้อนเดินกลับไปทำงานต่อ ปล่อยให้จียงอยู่คนเดียวในห้อง
ห้องนี้มันกว้างเกินไป เงียบเกินไป เวลาไม่มีคนอยู่ด้วย เด็กหนุ่มถอนหายใจหันกลับไปทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย แต่มันก็น่าเบื่อเกินไปที่จะอยู่คนเดียว จียงต่อโทรศัพท์ขึ้นไปหาพี่ดองวุคแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
เดินไปเคาะห้องสองหมี ก็ได้รับแต่ความเงียบ โทรไปหาพี่ยองเบก็ได้รับคำตอบว่า คืนนี้ติดงานด่วน ครั้นจะไปรบกวนเวลาคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักอย่างพี่แดซองและแทมมี่ ก็ไม่อยากจะไปขัดคอ จึงได้แต่อาบน้ำ แล้วเข้านอนเพียงลำพัง
กลางดึกคืนนั้นซึงฮยอนถึงได้กลับมา ชายหนุ่มสอดตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันอย่างระมัดระวัง กลัวว่าคนตัวเล็กจนตื่นขึ้นมาแล้วไล่เขาออกไปนอนนอกห้อง แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อจู่ๆ ร่างน้อยหันมาสวมกอดเขาไว้
“กลับดึกจัง” จียงพูดพึมพำกับอกกว้างไม่มีท่าทีจะไล่เขาออกไปนอนข้างนอกเหมือนทุกคืน
“ฮืม แล้วนอนดึกจังละ” ซึงฮยอนสอดแขนโอบร่างน้อยเข้ามาหาตัว
“ก็นอนไม่หลับ”เด็กหนุ่มนิ่งไปอึดใจ “ไม่มีคนนอนด้วย”
“ไม่ไล่ฉันไปนอนข้างนอกแล้วใช่ไหม” เขาถามพร้อมยิ้มอิ่มเอมใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปนอนหลังแข็งอยู่บนโซฟาอีกต่อไปแล้ว
“นอนคนเดียวมันเหงา” จียงพูดเบาๆ
“งั้นจะมานอนด้วยทุกคืน” ซึงฮยอนยิ้ม ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวบางเลื่อนมือขึ้นลูบแผ่นหลังเนียนนุ่ม เขี่ยปลายนิ้วไล้ไปตามเอวอ่อนจนร่างน้อยสะท้านไหว
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบสายตาคม แล้วก็ค่อยๆยกมือขึ้นช้าๆ
ก่อนจะตบลงไปกลางหน้าผากของไอ้ช่างภาพจอมหื่นกามทันที
“ไอ้บ้า ทำอะไรเนี่ย” เขาดึงมือใหญ่ๆที่ยุ่มย่ามอยู่กับร่างกายนุ่มเนียนของเขาออก
“อ้าว เห็นบ่น เปลี่ยวๆ ก็เลยจะคลายเปลี่ยวให้เสียหน่อย” ซึงฮยอนหัวเราะ แต่จียงนั้นขมวดคิ้วแน่นทำหน้าหงิก
“เหงากับเปลี่ยวไม่เหมือนกันนะ ไอ้บ้า ออกไปเลยไป ไป”จียงผลักร่างสูงออกจากตัว เอ่ยปากไล่ด้วยความหงุดหงิด แต่ซึงฮยอนรัดร่างน้อยไว้แน่น หัวเราะชอบใจอย่างมีความสุข
“ไม่เอาน่า ง่วงแล้ว ลุกไม่ไหว หลับแล้วนะ” พูดจบเขาก็แกล้งหลับตาเอาหัวซุกหมอนแล้วทำเป็นหลับไปในทันที
“อ้าว เฮ้ย เฮ้ย” จียงดันร่างสูงใหญ่ออกอยู่ไม่กี่ที ซึงฮยอนก็ตัวอ่อนนอนกรนหลับปุ๋ยไปแล้ว ทำเอาเด็กหนุ่มเกาหัวด้วยความมึนงง
“หลับง่ายหลับดาย สงสัยจะเหนื่อย” เขายิ้มกับตัวเองแล้วค่อยเอนกายลงนอนบ้าง
ไอ้การมีคนมานอนด้วยนี้มันดีจริงๆ
...............................................................................
รุ่งเช้าของอีกวัน จียงตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นซึงฮยอนอยู่ในห้องแล้ว เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำมาดื่มด้วยความเคยชินก็เห็นโน้ตแปะอยู่ตรงประตูตู้เย็น
“เย็นนี้รอก่อนนะ จะไปรับ ส่วนเช้านี้ ให้พี่ดองวุคไปส่งนะครับ ผมไม่ว่างจริงๆ”
จียงนิ่วหน้าแล้วก็ถอนหายใจ จะให้ทำยังไงได้ คนเราก็ต้องทำงาน จะมาให้ตัวติดกันตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้
แต่เขาก็อดคิดถึงตอนที่มีผู้ชายตัวสูงๆ เดินไปเดินมาในห้องครัว แซวโน่นป่วนนี่ไม่ได้ มันน่ารำคาญเป็นบางที แต่มันก็ทำให้เขาอารมณ์ดียิ้มไปตลอดวันอย่างไม่รู้ตัว
จียงสะบัดหัว ไล่ความคิดของตัวเอง นี่เขาทำตัวเหมือนเด็กเพิ่งตกห้วงรักอีกแล้ว แต่เฮ้อจะให้ทำยังไงได้
ก็คนมันตกห้วงรักจริงๆ
พี่ดองวุคมาเคาะประตูห้องของจียง ตอนที่เด็กหนุ่มเก็บล้างจานชามเข้าที่พอดี เขาเช็ดมือจนแห้ง คว้ากระเป๋า เดินไปเปิดประตูให้ แล้วจึงติดรถของพี่แทบิน ไปทำงาน โดยมีพี่ดองวุคนั่งไปด้วยข้างๆ
“จียง เรื่องนิโคลนะ พี่จัดการให้แล้วนะ” พี่เจ็ดพูดยิ้มๆ ขณะที่แทบินส่ายหัวในความแสบของแฟนตัวเอง
“ห๊า จัดการยังไงไปครับ” จียงร้องเสียงหลง
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก หึหึ เอาเป็นว่า นิโคลคงไม่มายุ่งกับจียงอีกแล้วละนะ เชื่อมือพี่ได้” พี่ดองวุคหัวเราะในลำคอ
ตามความคิดของจียงแล้ว มันช่างเป็นเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกสิ้นดี
“พี่ สั่งฆ่านิโคลไปเหรอครับพี่ดองวุค” เด็กหนุ่มถามด้วยความตกใจ เล่นเอาคู่รักไฟฉาย สะดุ้งก่อนจะหัวเราะลั่น
“บ้า เห็นพี่เป็นคนยังไงวะเฮ้ย พี่ก็แค่ไปยื่นข้อเสนอให้ดีๆ ว่าให้กลับอเมริกาไปซะ ไม่งั้น ทั้งรูป และหลักฐานทั้งหมด ได้ไปอยู่กับผบ.ตร.แน่ๆ ทีนี้อย่าหวังว่าจะได้ผุดได้เกิด แค่นั้นเองจียง” พี่เว่นหัวเราะ
เขาไปหานิโคลมาเมื่อวาน หลังจากโยนซองเอกสารให้แม่นางแบบตัวดีทั้งหมด ยังแถมด้วยคลิปเสียงของสองโจรที่สารภาพหมดเปลือกว่า ได้รับการว่าจ้างจากนิโคลให้ไปกระชากกระเป๋า ของจียงให้ ซ้ำยังมีหลักฐานการเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทสร้างความเสียหายให้กับจียงอีกหลายอย่าง แม่นางก็หน้าซีดลงๆ ก่อนจะ กระฟัดกระเฟียดยอมรับตั๋วเครื่องบิน กลับอเมริกาที่พี่ดองวุคส่งให้อย่างจำยอม
ใครที่ว่าแน่ ก็ต้องแพ้เมียมาเฟียอย่างซ้อเจ็ด
จียงอยากจะลุกขึ้นตบมือให้พี่ดองวุคดังๆ ในความเก่งกาจ เด็กหนุ่มถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีใครหาเรื่องเขาเพิ่มอีก
ส่วนเรื่องช่างภาพ หรือกระแสความโด่งดังของเขาตามสื่ออินเตอร์เนท ในไม่นานก็คงค่อยๆจางไป แล้วเขาก็จะได้มีชีวิตปกติเหมือนชาวบ้านเสียที
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างตาเป็นประกาย เดินเข้าที่ทำงานไปอย่างสบายอารมณ์
ช่วงนี้ใกล้จะต้องเตรียมงานเซทใหม่ เขาจึงวิ่งวุ่นทั้งวันจนหัวปั่นไปหมด มีเวลาโทรหาซึงฮยอนแค่ตอนบ่ายแล้วก็มัวแต่วุ่นวายกับงานจนลืมเวลา พอตกเย็นจียงจึงหมดแรงถึงขั้นสุด แทบจะหลบไปนอนในห้องแต่งตัว เขาเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาจนสดใส แล้วนั่งทำงานรอไปเรื่อยว่าเมื่อไหร่ซึงฮยอนจะมารับกลับบ้าน จนกระทั่งทุกคนในแผนกค่อยๆทยอยกลับจนหมดแล้ว ซึงฮยอนก็ยังไม่มาเสียที จนเขาเริ่มหงุดหงิด
แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาเอื้อมมือไปรับ ปลายสายเป็นเสียงของพี่ยองเบที่มีท่าทางร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
“จียงๆ เข้าไปในห้องพี่นะ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะ ที่เขียนว่าเอกสารสำคัญ แล้วเอาลงมาให้พี่ที่ร้านกาแฟของซึงรีหน่อย”
จียงขมวดคิ้ว เขาเดินเข้าไปในห้องทำงานของทงยองเบ หยิบเอาซองเอกสารที่วางอยู่โดดเดี่ยวบนโต๊ะขึ้นมาบนนั้นมีดอกลิลลี่สีขาววางอยู่ข้างบน เด็กหนุ่มยกขึ้นมาแอบดมหนึ่งทีแล้วก็วางไว้ดังเดิม
สไตลิสต์หนุ่มเดินไปคว้ากระเป๋า ออกจากโต๊ะตัวเอง ตั้งใจว่าจะลงไปนั่งเล่นกับคุณซึงรีที่ร้านแทนที่จะนั่งคอยอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนที่ทำงาน เขาขมวดคิ้วนึกแช่งชักหักกระดูก ซึงฮยอนในใจ ด้วยความโมโห
“ยังไม่ทันไรเลยดูสิเนี่ย ปล่อยให้รอตั้งนาน จะโทรมาบอกว่ามาสายสักคำก็ไม่มี” เขาบ่นด้วยความหงุดหงิด กดลิฟต์ลงไปยังชั้นล่างสุดทันที
ช่วงหัวค่ำเช่นนี้ ริมถนนตรงหน้าออฟฟิศของเขาดูไม่พลุกพล่านเหมือนตอนกลางวัน มีแสงไฟส่องสว่างเป็นจุดๆ เพื่อความปลอดภัย แต่มันน่าแปลกที่ไฟที่หน้าร้านของคุณซึงรีดับสนิทรวมถึงไฟภายในร้านด้วย เขาโทรไปหาพี่ยองเบก็ได้ความว่า ระบบไฟฟ้าในร้านขัดข้องแต่เปิดประตูเข้ามาได้เลย จียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป
เสียงกระดิ่งดังขึ้นพร้อมๆกับไฟกระพริบบนพื้นส่องสว่างเป็นทางมันโค้งคดเคี้ยวไปตามร้าน ในแสงสลัวรางเขาเห็นภาพถ่ายมากมายถูกจัดแสดงอยู่ภายใน แต่แสงไฟไม่มากพอที่จะทำให้รู้ว่าเป็นรูปอะไร ขณะที่กำลังยืนมึนงงอยู่นั้นเอง ไฟสปอตไลท์ตรงภาพแรกที่เขายืนอยู่ก็สว่างขึ้น มันเป็นภาพเขาที่แอบถ่ายตอนไปให้สัมภาษณ์รายการ เมื่อสองวันที่แล้ว ในรูปเขายืนยิ้มอยู่กับพี่ยองเบ แต่ภาพนั้นจับโฟกัสอยู่ที่เขา
ภาพของตัวเองนั้นมันดูสว่างเจิดจ้า จียงเพิ่งจะรู้ก็ตอนนี้เองว่า เวลาเขายิ้มนั้นมันดูสดใสขนาดนี้
เมื่อเขาค่อยๆเดินไปตามไฟกระพริบวิบวับนั้น แสงสปอร์ตไลท์ที่ส่องตามภาพต่างๆก็ค่อยๆสว่างขึ้นทีละภาพ เป็นรูปที่แอบถ่ายเขาในอิริยาบถต่างๆไป เรียงตามลำดับเวลา ย้อนหลังไปเรื่อย บางรูปนั้นเขายังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นเขาทำอะไรอยู่
จียงเดินไปหยุดตรงรูปหนึ่ง เป็นภาพในโรงพยาบาล ตอนที่เขาถูกกระชากกระเป๋า ในรูปพยาบาลกำลังทำแผลให้เขาอยู่ ในรูปนั่นเขานิ่วหน้าเพราะความเจ็บปวด ทำหน้าตายู่ย่น กัดปากแน่น แต่ตอนนี้เมื่อเขาเห็นรูปนั้นแล้วต้องยิ้มออกมา หน้าตาตอนเขาเจ็บปวดมันเป็นแบบนี้นี่เอง เมื่อเดินย้อนกลับไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนเขาค่อยเดินกลับไปยังอดีต ซึงฮยอนเก็บภาพของเขาไว้หลายภาพ หลายอิริยาบถ บางภาพมันก็ดูสวยงามจนไม่น่าเชื่อ
เขาหยุดยืนตรงรูปหนึ่ง เป็นรูปแผ่นหลังของเขาที่กำลังหันหลังวิ่งขึ้นอพาร์ทเม้นท์หลังเก่าของตัวเอง เขาหยุดยิ้มแล้วก็ระลึกถึงความหลังนั้น วันที่เขาต้องกลับไปนอนคนเดียวเป็นวันแรก มันเหงาสิ้นดี
ภาพต่อมาเป็นภาพที่ซึงฮยอนมารับเขาไปออกเดทครั้งแรกในย่านฮงอิก ในรูปเขานั่งหันข้างให้มุมกล้อง มองเหม่อไปด้านนอกจากในร้านกาแฟ มือเล็กถือแก้วกาแฟที่ยังส่งไอร้อนอยู่ ควันสีหมอกมัวลอยขึ้นคลอเคลียอยู่ข้างแก้มนวล ในภาพเขาดูสงบนิ่ง ตัดกับฉากหลังด้านนอกที่เต็มไปด้วยแสงสีมากมาย
จียงอมยิ้มกับภาพที่เห็น วันนั้นเขาจำได้ว่าซึงฮยอนติดกล้องไปด้วย และถ่ายรูปเขาเสียหลายรูปรวมถึงถ่ายบรรดาสาวๆไปหลายคนจนเขาอ่อนใจ หลบไปนั่งดื่มโกโก้ร้อนอยู่คนเดียว
ต่อจากนั้นก็เป็นภาพอีกหลายภาพ ที่จียงดูไปก็ต้องยิ้มไปด้วย เขายังไม่รู้ว่าทางเดินจะไปสิ้นสุดตรงไหน จึงได้แต่เดินตามแสงไฟไปเรื่อย ในมือยังถือซองเอกสารไว้แน่น ทั้งปลื้มใจ ทั้งตื้นตันและเขินอาย ที่เห็นรูปตัวเองถูกอัดขยายใหญ่แล้วเอามาจัดแสดงโชว์แบบนี้
“คนบ้า แอบถ่ายรูปเราไว้เยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
แต่ละรูปที่จัดแสดงนั้นเป็นรูปขนาดใหญ่ครึ่งหนึ่งของคนจริง แล้วยังล้อมรอบไปด้วยรูปภาพในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันอีกมากมาย ทุกรูปบ่งบอกถึงความใส่ใจความตั้งใจของคนถ่าย
ภาพต่อมาเป็นบรรยากาศในคอนโดของซึงฮยอนในช่วงเวลาที่เขาไปอยู่ด้วย มีตั้งแต่รูปตอนเขาตื่นนอน อ้าปากหาวหวอด แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ รูปตอนเขาใส่ผ้ากันเปื้อน ทำกับข้าวอยู่หน้าเตา ภาพที่เขานอนหลับเอ้งเม้งอยู่บนโซฟา แต่ละรูปมันบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่างชัดเจน ชนิดที่เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าเคยทำกิริยาแบบนั้นลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่
“อิตาบ้า ถ่ายรูปพวกนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” จียงอมยิ้ม หลายทีเวลาอยู่ในห้องด้วยกัน ซึงฮยอนชอบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเล่นเขาก็โวยวายทุกครั้งไปว่าห้ามถ่ายนะ ชายหนุ่มก็ทำแค่หัวเราะแล้วบอกว่า ทดลองกล้องไปเรื่อยไม่ได้ถ่ายจริง
แต่รูปที่เขาเห็นวันนี้มันจัดองค์ประกอบ แสง เงา และอารมณ์ของภาพได้อย่างหมดจด เกินกว่าจะเป็นการทดลองถ่าย
จียงยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเมื่อมาเดินมาสุดถึงประตูทางออกอีกด้าน คิดว่าคงจะได้รับคำตอบของเซอร์ไพร์ซสุดพิเศษนี้เสียที
เขาผลักบานประตูออกไป แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกรอบ ด้านนอกก็ยังคงเงียบสงัด แต่มีเสียงไวโอลินดังสอดประสานอยู่ในบรรยากาศ ในส่วนที่เป็นสวนหย่อม จัดแสดงรูปภาพที่เขาแต่งกายเป็นผู้หญิง ถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร แทบทุกรูปเป็นรูปที่ถ่ายตอนเขาไม่รู้ตัว
และมันสวยงามหมดจดดั่งงานศิลป์ขั้นสูงทุกชิ้น จียงรู้สึกได้ถึงสายฝนโปรยปรายเบาๆ เขาแปลกใจเพราะบนท้องฟ้านั้นไร้เมฆ ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตก แล้วก็ต้องยิ้มเมื่อรู้ว่าละอองฝนที่ว่าเป็นเพียงการพ่นไอน้ำออกมาจากหลังคาร้านเท่านั้น
“ลงทุนจริงๆ พ่อคุณ” เขาหัวเราะในใจ เดินผ่านรูปตัวเองไปเรื่อย จนไปหยุดที่ภาพสุดท้าย ภาพที่เขาลงหน้าปกนิตยสาร แล้วจู่ๆรูปนั้นก็ถูกเลื่อนออกไปด้านข้าง ข้างหลังภาพเป็นพี่สองหมียืนยิ้มให้อยู่ ทั้งคู่ผายมือให้จียงเดินยังภาพต่อไป
แสงไฟสว่างวาบขึ้น เป็นภาพโคลสอัพรูปจียงที่นั่งร้องไห้น้ำตาปริ่มอยู่กลางสายฝนในชุดสีน้ำเงิน รูปที่เขาจำได้ว่าถูกซึงฮยอนจับภาพเป็นครั้งแรก ตอนที่เขานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่กลางกองถ่าย
รูปนั้นถูกเลื่อนไปอีกข้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของพี่ยองเบ และซึงรี ทั้งคู่ยิ้มให้กันก่อนจะหันมายิ้มให้จียงแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง พร้อมกับแสงไฟส่องสว่างขึ้นที่รูปด้านหลัง
มันเป็นรูปแผ่นหลังของเขาในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ รอบข้างเต็มไปด้วยคนเดินไปมาขวักไขว่ ในรูปเขากำลังถอดเสื้อเปียกๆออกจากตัว จียงอ้าปากค้าง รูปนั้นเขายังไม่ได้ย้อมผมเป็นสีน้ำตาลอ่อน รอยสักที่พาดตามแนวไหล่เห็นชัดเจน เป็นรูปตอนที่เขาเพิ่งจะเข้ามาทำงานใหม่ๆ และยังไม่ได้รู้จักกับซึงฮยอน รูปนี้ถูกเลื่อนไปด้านข้าง โดยแดซองกับแทมมี่ ทั้งคู่ส่งยิ้มให้ขณะที่จียงได้แต่ยิ้มขัดเขิน แล้วเดินไปตามทางเดินต่อไป
รูปถัดไปเป็นรูปตอนเขาเอี้ยวตัวมา เสื้อยืดเปียกแนบลู่ไปกับร่างนั้นถูกดึงออกมาอยู่ที่ข้อมือ เขาหน้าแดงจัดเมื่อเห็นภาพกึ่งเปลือยของตัวเองถูกนำมาขยายใหญ่แบบนี้ แต่เด็กหนุ่มก็ใจเต้นแรง ไปหมด อยากเห็นภาพถัดไปจนใจจะขาด
เมื่อรูปนั้นถูกเลื่อนไปโดย พี่ดองวุค และพี่แทบิน ทั้งคู่อมยิ้มให้แล้วก็เดินหนีไปอีกทางหนึ่ง แล้วจียงก็ต้องแปลกใจ
เพราะภาพถัดมามันว่างเปล่าเป็นเพียงพื้นสีขาว และข้อความที่พิมพ์ไว้ว่า
“ได้โปรดเปิดซองในมือคุณ”
จียงก้มลงมองซองเอกสารในมือตัวเอง แล้วค่อย แกะออกดูทั้งที่ใจสั่นรัวด้วยความตื่นเต้น เขาดึงกระดาษภายในออกมา
มันเป็นภาพถ่ายของชเวซึงฮยอน ในท่ายืน ชายหนุ่มถือช่อดอกลิลลี่สีขาวไว้ในมือใบหน้าหล่อเหลาก้มต่ำช้อนมองกล้องอย่างมีความหมาย ใต้รูปภาพเขียนไว้ว่า
“ควอนจียง พลิกดูรูปต่อไปสิ”
เด็กหนุ่มดึงรูปต่อไปขึ้นมาดูในทันที มันเป็นภาพที่ซึงฮยอนยื่นดอกลิลลี่ขาวในมือส่งให้ พร้อมข้อความใต้ภาพว่า
“เป็นแฟนกันนะ”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างเขินอายจนแทบจะลงไปนอนอยู่กับพื้น เขาเผลอพยักหน้าไปโดยไม่รู้ตัว แล้วก็หยิบรูปต่อไปขึ้นมาดู มันเป็นรูปที่ซึงฮยอนขยิบตาให้เขาข้างหนึ่ง
“ถ้าตกลง ก็เลื่อนภาพข้างหน้าออกนะ” จียงอมยิ้มจนแก้มแทบแตก แล้วค่อยๆเอื้อมมือไปผลักภาพที่อยู่ตรงหน้าออก ข้างหลังภาพ นั้นซึงฮยอนยืนอยู่ในเสื้อผ้าที่เหมือนกับรูปในซองเอกสารทุกกระเบียดนิ้ว ผิดที่ชายหนุ่มไม่ได้ถือดอกลิลลี่ไว้ หากแต่ถือกล้องคู่ใจไว้ในมือ
ข้างหลังของซึงฮยอนเป็นรูปใบหน้าของจียงที่มองตรงมายังกล้อง ในรูปเขาเปียกปอนไปด้วยสายฝน หยาดน้ำยังเกาะพราวอยู่ตามใบหน้า เส้นผมเปียกลู่นั้นแนบอยู่กับดวงหน้าหวาน ในดวงตาเอ่อท้นไปด้วยน้ำตาที่ปริ่มล้นจวนเจียนจะหยาดหยดลงอาบแก้ม
จียงมองหน้าซึงฮยอนนิ่งนาน ชายหนุ่มยกกล้องขึ้นประทับแล้วกดบันทึกภาพไว้ทันที จนจียงต้องหยีตาเพราะแสงแฟลช พอเขาลืมตาขึ้นมาอีกที ก็กลายเป็นว่าซึงฮยอน เอาดอกลิลลี่มาถือไว้ในมือแทนกล้องเสียแล้ว
“คนบ้าเล่นอะไรเนี่ย แสบตาไปหมด” จียงต่อว่าทั้งที่ยังอมยิ้ม ส่วนซึงฮยอนนั้นหัวเราะในลำคอ เขาเดินเขามาใกล้
“ก็อยากได้รูปจียงตอนเป็นแฟนกันแล้วตั้งแต่วินาทีแรก” เขาบอกยิ้มๆ แล้วส่งดอกลิลลี่ในมือให้
“ควอนจียง ฉันอยากถ่ายภาพนายไปตลอดชีวิต นายจะให้เกียรติ เป็นนายแบบให้ฉันตลอดไปได้รึเปล่า” เขาจับมือจียงที่ยืนกำช่อดอกไม้ไว้แน่น เด็กหนุ่มอายขัดเขินไปหมด จนอยากจะเอาดอกไม้ในมือฟาดเข้าให้ที่อกกว้างๆนั้นเสียแทน
“อืม นายต้องถ่ายออกมาให้สวยที่สุดที่จะถ่ายได้เลยเข้าใจรึเปล่า ไม่งั้นนะ......” จียงยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วเขย่งตัวขึ้นไปกระซิบข้างหู
“..... ไม่งั้นฉันจะไม่ให้รางวัลนายจริงๆด้วย” เขาพูดจบก็ยอมจูบลงที่แก้มของอีกฝ่ายเบาๆ
ซึงฮยอนหัวเราะ เขาโอบร่างเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมกอด จูบลงตรงหน้าผากสวย ก่อนจะให้คำสัญญา
“ฮืม งั้นคงต้องตั้งใจถ่ายไปตลอดชีวิตเสียแล้วละ ก็ทำไงได้ อยากได้รางวัลจากจียงทุกวัน” เขายักคิ้วให้ แล้วขยับมาจูบแก้มเนียนของคนตัวน้อยในวงแขน คว้ากล้องที่ยังคล้องอยู่ในมือขึ้นมา ยื่นออกด้วยแขนยาวๆ กะระยะ อย่างแม่นยำแล้วกดชัตเตอร์ ก่อนจะเอารูปในกล้องมาเปิดให้จียงดู
“รูปคู่แรกของเรา แล้วต่อจากนี้ก็จะมีอีกหลายๆรูปต่อไป” เขาพูดพร้อมทั้งยิ้มหล่อให้ ขณะที่จียงอมยิ้มแก้มปริ ในที่สุดเขาก็มีรูปคู่กับซึงฮยอนเสียที เด็กหนุ่มจูบเข้าที่คางของผู้ชายตัวโต ท่ามกลางเสียงปรบมือกระทืบเท้า เป่าปากเปี้ยวป๊าวของบรรดาเพื่อนฝูง
“แม่งเว้ย หวานกันเหลือเกิ๊น กูจะจมน้ำตาลตายห่าแล้วพวกมึง” พี่เท็ดดี้ตะโกนแซวทำให้ทุกคนพากันหัวเราะ
จียงกับซึงฮยอนก็หัวเราะไปด้วย ซึงรีเชิญทุกคนเข้าไปในร้าน เพื่อทานขนมที่จัดไว้ให้ ขณะที่ทั้งจียงและซึงฮยอนยังยืนกันอยู่ในสวนหย่อม จียงมองภาพทุกภาพที่ถูกนำมาจัดแสดงแล้วก็ยิ้มปลาบปลื้ม
“นายถ่ายเองทุกภาพเลยเหรอ” เขาถามย้ำไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ก็ใช่สิ ฉันแอบถ่ายรูปนายมาเรื่อยๆละนะ ไม่รู้ทำไมเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ นายไม่เคยทำหน้าตาซ้ำแบบกันสักครั้งรู้ตัวรึเปล่า” เขาเกลี่ยปอยผมนุ่มออกจากกรอบหน้าหวาน
“ฮึ โรคจิตชอบแอบถ่าย”จียงพูดยิ้มๆ พลางชี้ไปยังรูปใบสุดท้ายที่จัดแสดง เขาสงสัยนักว่าถ่ายมาตอนไหน
“รูปนี้นายถ่ายตอนไหน” ซึงฮยอนหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนจะกระชับร่างเล็กเข้ามากอดแน่นเข้า
“ตอนฉันเจอนายครั้งแรก ตอนนั้นนายเปียกโชกเลยนะ หน้าตาก็หงุดหงิดอย่าบอกใครเชียว แต่ไม่รู้ทำไม ฉันกลับหยุดถ่ายรูปนายไม่ได้”
“ที่นายเคยถามฉันว่า ฉันไปชอบนายไหนตอนไหน ก็คงเป็นตอนนี้ละ ตอนที่ฉันเห็นนายครั้งแรก เพียงแต่ว่าในตอนนั้นมันยังไม่ใช่เวลาของเราแค่นั้นเอง”
“มารู้ตัวอีกที ฉันก็ตกหลุมรักนายไปแล้ว แต่กว่าจะได้รักนาย ฉันต้องเจ็บตัวไม่รู้กี่แผล” ซึงฮยอนหัวเราะ
“มันเป็นรักทรหดที่สุดของฉันเลยนะจียง” เขาจบประโยค แล้วก้มลงจูบพวงแก้มนิ่ม เด็กหนุ่มอมยิ้มขัดเขินก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
“ก็ลองรักแล้วทิ้งสิ จะเอาให้เจ็บกว่าเดิมหลายเท่า” เขาชี้นิ้วคาดโทษ คนตัวโตหัวเราะทำท่ากลัวเสียเต็มประดา
“ฮืม ใครจะกล้า สวย เผ็ด ดุ แบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว” ซึงฮยอนเชยคางคนตัวเล็กขึ้นจูบ เด็กหนุ่มหลับตาพริ้มรอรับจูบอย่างว่าง่าย
“แล้วนายละ ชอบฉันตอนไหน”ชายหนุ่มกระแซะถามบ้าง จียงอมยิ้มเจ้าเล่ห์ แสร้งทำเป็นเดินหนีไปอีกทาง
“ไว้คืนนี้ค่อยเล่าได้รึเปล่า” เขาจนมุมเมื่อมือใหญ่เอื้อมมาเกี่ยวเอวเขาไว้แน่น จนดิ้นไม่หลุด
“ไม่เอาก็อยากรู้” ซึงฮยอนถามด้วยดวงตาเป็นประกาย จียงยกแขนเล็กขึ้นคล้องคอคนตัวโตไว้ มองหน้านิ่งนาน
“ฉันไม่รู้ตัวจริงๆ ซึงฮยอนว่ารักไปตอนไหน มารู้ตัวอีกที ฉันก็ชอบนายไปแล้วทั้งใจ แปลกเหมือนกันนะ ฉันไม่เคยพิศวาสผู้ชายด้วยกันแท้ๆ แต่กับนาย ฉันกลับ......”เด็กหนุ่มเงียบไปราวกับหมดคำจะพูด
“ฮืม กับฉันมันทำไมจียง” ซึงฮยอนทวงถามคำตอบ
“ก็ มันอยากจะทำอะไรด้วยตั้งหลายอย่าง แล้วก็อยากให้นายถ่ายรูปสวยๆ ให้ฉันอีกด้วย” จียงอ้อมแอ้มตอบ ก่อนจะเขย่งขึ้นไปกระซิบที่ริมหู
“สงสัยนายต้องอดทนหน่อยนะ เพราะว่าฉันมีเรื่องอยากทำอีกเยอะเลย” จบคำพูดของจียง ซึงฮยอนหัวเราะลั่น คว้าร่างน้อยมากอดแน่น
“ฮืมม ยินดีเชียวละ” เขาเกี่ยวก้อยสัญญาแล้วจูงมือน้อยกลับเข้าไปในร้านกาแฟ อันอบอุ่น ท่ามกลางรูปภาพอันเหมือนสัญลักษณ์ว่า ในสายตาของช่างภาพที่ชื่อชเวซึงฮยอน มันบันทึกได้แต่ภาพของคนที่ชื่อควอนจียงเท่านั้น ไม่มีใครอื่น ตลอดกาล และตลอดไป
เบื้องหลังการถ่ายทำ
“พี่ยองเบจะให้ผมทำอะไรนะครับ” ซึงรีร้องถามเสียงดัง ด้วยความประหลาดใจ
“ก็ ซึงฮยอนให้มาถามว่าจะขอยืมสถานที่หน่อยได้รึเปล่า”ยองเบหันมาบอกเจ้าน้องเล็กที่ยังทำตาโตอยู่
“ยืมร้านผมไปจัดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายนี่นะ ร้านผมมันเล็กนิดเดียวนะครับ ถ้าจะใช้เต็มพื้นที่ คงต้องเอาของออกให้หมด จัดเตรียมงานอีก คงต้องขั้นต่ำสี่ห้าวันนะครับ” ซึงรีคำนวณเวลา พลางคิดไปด้วยว่าจะคิดค่าเช่าเท่าไหร่ดี
“เอ่อ ซึงฮยอนให้มาบอกว่า ยืมสองวัน เดี๋ยววันนี้จะมาขนของเลย พรุ่งนี้กับวันมะรืน จะต้องเสร็จ” ยองเบพูดพร้อมหันไปติดต่อร้านอันขยายรูปที่สนิทกันเป็นการด่วน แต่ซึงรีนั้นอยากจะเป็นลม
“สองวัน ต้องเสร็จ งั้นคิดเงินเยอะหน่อยละกันนะ” เขาหันไปโทรเรียกลูกน้องในร้านทั้งหมดมา เพื่อช่วยเตรียมงาน แน่นอนว่าซึงรีต้องเบิกเงินมาจ่ายค่าล่วงเวลาไปมากมาย
แล้วตลอดเวลาสองวันนั้น ซึงฮยอนก็แทบจะมากินมานอนอยู่ที่ร้านกาแฟ ยองเบ และซึงฮยอน ใช้เส้นสายภายในทั้งหมดสั่งอัดภาพที่ต้องการ จัดใส่กรอบขนาดใหญ่ หลายขนาด แล้วจัดเตรียมขึ้นโชว์ ขณะที่เด็กในร้านของซึงรีทุกคนก็ต้องช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ เดินสายไฟ ติดตั้งสปอตไลท์ จนไฟแทบจะดูดตายไปหลายคน
พอจัดสถานที่เสร็จ ทุกคนก็ต้องมาซักซ้อมเตรียมแผน เริ่มตั้งแต่อัดรูปของซึงฮยอนให้เสร็จ ใส่ซองปิดผนึกให้ยองเบไปวางไว้ในห้อง โทรบอกจียงให้ไปหยิบซอง พอจียงเปิดประตูร้านเข้ามาต้องค่อยไล่เปิดไฟไปทีละจุด ห้ามสับสน ตอนซ้อมฉากนี้ ซึงรีรับบทเป็นจียง เด็กหนุ่มดูรูปไปน้ำตาปริ่มไป นึกอยากให้มีคนมาขอเขาเป็นแฟนด้วยวิธีแบบนี้บ้าง แต่วิธีที่เขาขอพี่ยองเบเป็นแฟนในร้านกาแฟนี้ จะว่าไปมันก็โรแมนติคไม่แพ้กัน
พอตอนออกมาตรงสวนหย่อม ต้องเลื่อนภาพออกทีละภาพ ตอนแรก ซึงฮยอนอยากให้ใช้ระบบอัตโนมัติ ใช้รีโมทกดให้ภาพเลื่อนไปทีละภาพ แต่โดนพี่แทบินติงว่า มันดูเหมือนผีหลอกไปหน่อยที่จู่ๆภาพมันก็จะเลื่อนออกไปเอง จียงยิ่งกลัวผีอยู่ด้วย ดีไม่ดีจากหวานจะกลายเป็นหวาดกลัวจนขนหัวตั้งไปเสียก่อน สุดท้ายจึงจบลงที่ใช้แรงคนเลื่อนภาพออกไปทีละภาพ
ไอ้สายฝนบนหลังคานั้นอีก คราวแรกพ่อคุณจะให้ประหยัด ให้พนักงานไปนอนพังพาบอยู่บนหลังคาแล้วเอาสายยางฉีดสายน้ำให้เป็นฝอยแต่พอลองเข้าจริงปรากฏว่าสุ่มเสี่ยงต่ออุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำน้ำจากสายยางมันไม่ได้ออกมาเป็นละออกสวยๆ เสียอีก จึงต้องไปติดตั้งระบบกระจายละอองน้ำด้วยโดยเร่งด่วน
ซึงฮยอนนั้นอดตาหลับขับตานอน สองวันสองคืนกว่าทุกอย่างจะเป็นตามที่ต้องการ เขายืนใจเต้นรัวขาสั่นกึกอยู่หลังรูป แต่พอจียงเลื่อนรูปภาพออก ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้าง สมใจ
ไอ้ที่ลงทุนลงแรงไปทั้งหมดไม่เสียเปล่า
ทุกคนต่างก็พากันเล่าเรื่องนี้ให้จียงฟังกันอย่างสนุกสนาน เด็กหนุ่มนั้นทำตาโต สลับร้องโอ้โหเป็นระยะ กับการลงทุนของผู้ชายตรงหน้า เขาปลื้มใจที่สุด จนอดไม่ได้ต้องสอดแขนเข้าโอบหลังของแฟนหนุ่มหมาดๆไว้ แล้วเขี่ยปลายนิ้วลงที่แผ่นหลังกว้างเบาๆ
“ขอบใจนะ ทุกอย่างมันสวยมากจริงๆ” จียงยิ้มกว้าง จนตาแทบปิด
“แล้วภาพทั้งหมดจะทำยังไง ปกติเขาต้องขายกันนะ” แดซองถามด้วยความสงสัย ซึงฮยอนยิ้มแล้วก็บอกว่า
“ขายได้หมดทุกภาพแล้วครับ” ทุกคนทำตาโต
“ผมซื้อไว้เองทุกภาพ เรื่องอะไรจะยอมให้รูปสวยๆของจียงไปอยู่บ้านคนอื่น” ซึงฮยอนพูดต่อยิ้มๆ เขาตั้งใจว่าจะเก็บภาพวกนี้ไว้ทั้งหมด ที่คอนโด
“ขี้หวงจริง” จียงกระเซ้า “น่าจะขายๆไปบ้าง เอาเงินมาจ่ายคุณซึงรีเขา”
“ฮืม ไม่ได้หรอก แฟนน่ารักก็ต้องหวงเป็นธรรมดา” ซึงฮยอนหัวเราะ แล้วเกี่ยวเอวร่างเล็กมาแนบกาย
“กลับห้องกันนะ มีอีกหลายรูปที่อยากให้จียงดู” เขากระซิบเสียงต่ำพร่า
“อืม กลับห้องกัน”จียงตอบรับอย่างว่าง่ายแล้ว โบกมือลาทุกคนขอตัวกลับก่อน ทั้งคู่เดินออกจากร้านกาแฟที่ตอนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ไม่ต่างจากดวงใจสองดวงที่เจิดจ้าไปด้วยความรัก
จบบริบูรณ์