หัวใจท่วมรัก ภาคน้ำลด ตอนที่ 7
posted on 31 Jan 2012 18:56 by angeliga in inloveinflood directory Fictionนิยายเรื่องนี้เปิดให้จอง+โอนแล้วนะคะ
ดูรายละะเอียดที่
http://angeliga.exteen.com/20120128/entry
ตอนที่ 7
คนที่คู่ควร
พลตรีชเว ถอยกลับไปยังทางเดิน สวนทางกับลูกสาวที่กำลังเดินทางมาพอดี ฮเยยุนหิ้วข้าวของมากมายเต็มสองมือ หญิงสาวแปลกใจที่เห็นผู้เป็นบิดากำลังเดินทางกลับ
“คุณพ่อจะกลับแล้วหรือคะ”
“อืม จะกลับแล้ว ฮเยยุนวันนี้พ่ออยากกินกับข้าวฝีมือลูก กลับบ้านไปทำให้พ่อกินหน่อย”
“เข้าไปเยี่ยมน้องรึยังคะ” ฮเยยุนถามด้วยความสงสัย
“ไม่เยี่ยมสักวันคงไม่เป็นไร น้องมีคนดูแลดีอยู่แล้วละ” พลตรีชเว เดินไปโอบบ่าลูกสาวให้เดินกลับบ้าน
โดยมีเสียงหัวเราะสดใสของลูกชายดังก้องอยู่ในความคำนึง
“ฮเยยุนรู้ใช่ไหม ว่าพ่อรักแม่มาก”พลตรีชเวเปรยขึ้นเบาๆ
“รู้สิคะ”
“แล้วรู้ใช่ไหม ว่าพ่อรักลูกสองคนมากๆ”
“อันนี้ก็รู้อีกละ” ฮเยยุนยิ้มกว้าง
“พ่ออยากให้ลูกสองคนมีอนาคตที่ดี” พลตรีชเว เปรยแผ่วเบา
“พ่อเคยวางแผนอะไรไว้ให้ซึงฮยอนมากมาย หวังไว้กับซึงฮยอนมากมายจนบางครั้งพ่อก็ลืมไป ว่าคนลิขิตหรือจะสู้ฟ้าลิขิต” พลตรีชเวถอนหายใจยาว
“ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน ซึงฮยอนเป็นคนมุ่งมั่น พ่อไม่ต้องห่วงซึงฮยอน หรอกค่ะ”
“โกรธพ่อรึเปล่า” เขาหันไปถามลูกสาวเสียงอ่อน
“พ่อไม่รู้นี้คะ ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ซึงฮยอนเป็นทหาร ก็คงต้องอยู่ในการปะทะไม่วันใดก็วันหนึ่ง” ฮเยยุน ถอนหายใจ
“หนูจะโกรธพ่อได้อย่างไร ในเมื่อเราสามคนเป็นครอบครัวเดียวกัน” หญิงสาวสวมกอดผู้เป็นบิดา
ตลอดเวลาที่ซึงฮยอนเข้าโรงพยาบาล ถ้าจะมีคนที่เจ็บปวดใจที่สุดก็คงเป็นบิดาของเธอ ที่ต้องทนเห็นลูกพิการจากการตัดสินใจผิดพลาดของตัวเอง
พลตรีชเวกอดลูกสาวแน่น ฮเยยุนโตขึ้นมาก เติบโตมาเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อมด้วย สติปัญญาและเหตุผล
ซึงฮยอนเองก็เช่นกัน ที่ผ่านมาเขามัวแต่มองว่าลูกยังคงเป็นเด็กไร้วุฒิภาวะ จึงได้คอยวางแผนการให้ลูกตลอด
แต่ตอนนี้เขาคงต้องยอมวางมือ เลิกวางแผนลิขิตคน
แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของลิขิตฟ้าเพียงอย่างเดียว
........................................................................................
“จียง ยังไม่เสร็จอีกหรือครับ” ซึงฮยอน นั่งเท้าคางมองคนรักที่ยังทำงานเพลิน ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพัก
“ก็อีกนิดเดียว จะวันงานอยู่แล้ว ถ้าชุดไม่เสร็จก็แย่” เด็กหนุ่มตอบ
“ผมง่วงแล้ว” ซึงฮยอนปิดปาก หาวหวอด
“ก็นอนไปสิครับ”
“ไม่เอา เดี๋ยวผมนอนกรน แล้วจียงนอนไม่หลับอีก”
“จำได้ด้วย” จียงหัวเราะ
“จำได้ทุกอย่างละครับ จะเอาตอนไหนอีกเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”
“ตอนไหนบ้างละ”
“ตอนเราเจอกันครั้งแรก ตอนจียงโดนผมจูบครั้งแรก ตอนจียงโดนผมถอดเสื้อครั้งแรก ตอนเราทำกันครั้งแรก”
“พอเลย ทำไมจำอะไรแต่อย่างนี้เนี่ยะ” จียงหน้ามุ่ย แต่ละเรื่องที่ซึงฮยอนจำได้ ทำไมมันมีแต่เรื่องบนเตียงเป็นส่วนใหญ่
“ก็อะไรๆ ที่มันเป็นครั้งแรกมันประทับใจนี่ครับ”
“แต่ว่ากับจียงนะ กี่ครั้งก็ประทับใจ ครั้งล่าสุดนี้ก็สุดยอด จียงนะ อือฮื้อออ แรงดีมากเลย” ซึงฮยอน ทำตาแพรวพราว จนจียงหน้าแดงจัด
“ไม่ทำแล้ว นอน” เด็กหนุ่มรีบตัดบททันที ขืนอยู่ฟังต่อมีหวังคนบนเตียงคงจาระไนออกมาทุกฉากทุกตอน
เด็กหนุ่มเดินไปอาบน้ำ ปิดไฟในห้องแล้วเอนกายลงบนที่นอนสำหรับเฝ้าไข้ มันเป็นกึ่งเตียงกึ่งโซฟาเล็กๆ ติดอยู่กับข้างกำแพงด้านหนึ่ง ไม่ได้นอนสบายเหมือนเตียงหลังใหญ่หนานุ่มที่บ้าน
แต่เขาก็ยินดีลำบากกายเพื่อให้อยู่ใกล้ซึงฮยอน
“จียง”
“ฮืมม”
“หลับรึยัง”
“หลับแล้วจะตอบได้รึไง”
“ฝันดีนะครับ” ซึงฮยอนบอก เขาอยากจะไปจูบราตรีสวัสดิ์คนรักเหมือนที่เคยทำ
“อืมม ฝันดี”
จียงอมยิ้มกับความน่ารักของซึงฮยอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่ม เตรียมตัวนอน
ไม่ถึงอึดใจ เสียงจากคนบนเตียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“จียง”
“อะไร”
“นอนไม่หลับ”
“เดี๋ยวก็หลับ”
“ขอจูบก่อนหนึ่งที”
คราวนี้จียงเริ่มทำหน้าเครียด จูบของเขามันใส่ยานอนหลับหรืออย่างไร ทำไมจูบแล้วถึงจะหลับได้
“อะไรเล่า ทุกทีก็เห็นหลับได้หลับดี”
“ก็นั่นมันหลับเพราะฤทธิ์ยา”
“แล้วจูบผมแล้วมันจะหลับรึไงเล่า”
“ก็ต้องลองจูบนะครับ” ซึงฮยอนตอบหน้าตาย
จียงถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินไปหาคนป่วยที่เตียง แม้ว่าซึงฮยอนจะต้องปิดตาไว้ข้างหนึ่ง แต่อีกข้างที่เหลือมันก็คมระยับจนเด็กหนุ่มสะท้านไหวไปทั้งหัวใจ
จียงโน้มตัวลงไปจูบซึงฮยอนเบาๆ ที่ข้างแก้ม แต่ดูเหมือนทหารหนุ่มจะยังไม่พอใจ
ซึงฮยอนโอบศีรษะจียงลงมาประทับจูบนุ่มนวลดูดดื่ม หยอกเอินปากนุ่มนิ่มจนพอใจ จึงยอมปล่อยให้คนตัวเล็กเป็นอิสระ
“จียง”
“อะไรอีก” คราวนี้จียงเริ่มรำคาญ เสียงหวานเริ่มออกอาการเหวี่ยง
“มันไม่หลับอ่ะ” ซึงฮยอนเหล่ตาลงไปมองเบื้องล่างของเขา
ลูกชายของเขา ตื่นขึ้นมาเต็มที่ ชูชันนูนเด่น
จียงหน้าตกใจจนตาโตหน้าแดงก่ำ เด็กหนุ่มรีบดึงตัวออกห่างทันที
“เห็นไหมละ ไม่รู้ละ นอนไปเองเลยนะ นอนให้หลับเลยด้วย” จียงเดินปึงปังกลับไปยังที่นอน ห่มผ้าจนมิด นอนหันหลังให้ ซึงฮยอน
คนตัวโตหัวเราะลึกในลำคอ ก่อนจะพยายามข่มตา ข่มอารมณ์ให้หลับใหล
รอให้ผมหายป่วยก่อนเถอะ จะจูบให้หนำใจ
..............................................................................................
เช้ารุ่งขึ้น พี่ดามีเอาเสื้อผ้ามาให้จียงเปลี่ยนที่โรงพยาบาล พี่คนสวยคอยเอาเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวมาให้จียงเป็นประจำ นั่งสรุปงานกับจียงจนเสร็จแล้วก็กลับออฟฟิศไปดูแลงานต่อ
ควอนดามี ซูบผอมลงไปเล็กน้อย หน้าตาอิดโรยเพราะลุยงานทุกวัน แต่เธอก็ไม่ปริปากบ่น หญิงสาวเอาเสื้อผ้าให้จียงเรียบร้อย ก็นั่งรอน้องชายอยู่บนโซฟา ที่น้องเธออาศัยนอน
“ซึงฮยอนดีขึ้นเยอะแล้วนี่จ๊ะ หน้าตาสดใสขึ้นเยอะเชียว” พี่ดามีหันมาทักทายซึงฮยอน
“ดีขึ้นมากเลยครับ แขนก็คงเข้าเฝือกอีกซักระยะ แผลตามตัวก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว แรกๆ นี้ระบมไปหมด ขยับตัวแทบไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนปะทะกัน ทำอะไรลงไปบ้าง” ทหารหนุ่มหัวเราะ
“แล้ว เอ่อ ดวงตา” พี่ดามีถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ซึงฮยอนหน้าสลดลงไปวูบหนึ่ง แล้วก็กลับมาเป็นนายทหารที่เข้มแข็งอีกครั้ง
“ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรมละครับ ถ้าหายก็คงหาย ถ้าไม่หาย ก็คงทำอะไรไม่ได้ แพทย์ก็คอยดูอาการใกล้ชิดแล้ว”
“พี่ขอโทษนะจ๊ะ” ดามีรู้สึกผิดที่เอ่ยถามออกไป
“ไม่เป็นไรครับพี่ คนอื่นเจ็บมากมายกว่าผมเยอะ” ซึงฮยอนยิ้มให้
จียงเดินออกมาจากห้องน้ำ ในชุดเสื้อโค้ทสีเนื้อ ประดับเฟอร์ที่คอ กับกางเกงยีนฟอกสี วันนี้ไม่ต้องไปเจอนักข่าวแต่เขาจำเป็นต้องไปดูการลองชุดรอบสุดท้าย ก่อนจะซ้อมใหญ่
“ไปเร็วจียง เดี๋ยวจะไม่ทันบรรดานางแบบนะ คิวทองทั้งนั้นแต่ละคน” พี่ดามีรีบหันมาเร่งน้องชาย
“เดี๋ยวผมจะรีบกลับนะครับ”จียงบอก พร้อมกับรีบร้อนออกไปทันที เนื่องจากเลยเวลานัดมาแล้ว
“แล้วกัน ไปซะแล้ว” ซึงฮยอนมองตามจียงตาละห้อย ห้องกว้างใหญ่นี้ มันเงียบเหงาทันทีที่เขาต้องอยู่คนเดียว
วันนี้คุณหมออีซึงรีเข้ามาดูอาการของเขาอีกครั้ง พร้อมกับอาจารย์หมอทางด้านจักษุแพทย์ ซึงฮยอนถูกเข็นไปที่แผนกจักษุวิทยาเพื่อดูว่า อาการทางตาของเขาดีขึ้นบ้างหรือไม่ โดยมีพี่ฮเยยุน กับพลตรีชเว ลางานมาฟังผลอย่างใกล้ชิด
ผ้าพันแผลค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาทีละชั้นๆ แผลที่พาดผ่านคิ้วของเขา สมานกันดีแล้ว เหลือเพียงแผลเป็นสีแดงเข้ม ซึ่งอีกไม่นานคงจางหาย
ซึงฮยอนลืมตาขึ้น แม้ไม่มีอาการปวดกระบอกตาอีกแล้ว แต่ภาพตรงหน้า ยังคงพร่ามัวเหมือนเดิม ซึงฮยอนถอนหายใจ ปิดดวงตาลงทั้งสองข้าง
“คุณซึงฮยอน บอกหมอได้ไหมครับว่านี้ภาพอะไร” จักษุแพทย์ ปิดตาข้างซ้ายของเขาไว้ ซึงฮยอนลืมตาข้างขวาขึ้นมา พยายามเพ่งมองภาพตรงหน้า เขากระพริบตา อีกสองสามที
แล้ว ภาพตรงหน้าก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แม้มันจะไม่ชัดเท่าดวงตาข้างซ้าย แต่มันก็ชัดกว่าครั้งแรกที่คุณหมอทดสอบเขา ชายหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น
“ผมเห็น สีแดง มันเป็น รถยนต์ สีแดง จอดอยู่หน้ากำแพงสีดำ” ชายหนุ่มค่อยๆ เพ่งมองภาพ มันยังไม่คมชัดเหมือนเดิม เหมือนเขาเห็นภาพเบลอ เขามองไปที่คุณหมอ
จักษุแพทย์ พยักหน้า เล็กน้อย ใบหน้านั่นยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ชัดมากรึเปล่า หรือว่ายังไง”
“มันไม่ชัดนะครับ มันเลือนราง”
พลตรีชเว กับ พี่ฮเยยุน จับมือกันแน่น พี่สาวคนสวยหันไปยิ้มกว้าง กับคุณพ่อที่นั่งน้ำตาปริ่มอยู่ข้างๆ
“แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้วนะ เราก็ต้องดูกันต่อไปนะครับ ว่าคุณจะกลับมาเห็นภาพชัดเหมือนเดิมรึเปล่า”
คุณหมอสรุปให้เรียบร้อย พี่ฮเยยุนวิ่งเข้ามากอดน้องชายแน่น พลตรีชเวเองก็เดินมาบีบบ่าลูกชายให้กำลังใจ
“ซึงฮยอน ย้ายมาอยู่กรุงเทพไหมจะได้อยู่ใกล้หมอ” พลตรีชเวถามด้วยความหวังดี ถ้าลูกชายอยากจะย้ายเข้ากรมกองกลับมาอยู่ในกรุงเทพ เขาจะรีบหาทางดำเนินการให้ทันที
“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจนะครับพ่อ ขอเวลาผมคิดก่อนได้รึเปล่าครับ” ซึงฮยอนขอผัดผ่อนผู้เป็นบิดา
พลตรีชเวพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจไปพร้อมกับลูกชาย- หญิงของเขา ฮเยยุนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ที่เห็นน้องชายอาการดีขึ้น ทั้งคู่เดินไปส่ง ซึงฮยอนที่ห้อง แล้วก็ล่ำลากลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
ซึงฮยอนเบื่อที่จะอยู่แต่ในห้อง จึงออกไปเดินเล่นข้างนอก เพื่อเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว ตั้งแต่ป่วย ก็ได้แต่นั่งๆ นอนๆอยู่เป็นเดือน จนรู้สึกอึดอัด เขาเดินไปที่สวนข้างล่าง นั่งอยู่ใต้ร่มเงาไม้ ไม่นานนักเขาก็เห็นทหารหนุ่มรุ่นน้องคนเดิม กำลังเดินตรงมาที่เขา
“อ้าวพี่ เจอกันอีกแล้ว” ร้อยตรี อ๊คแทคยอน ยกมือไหว้ พร้อมยิ้มกว้างให้อย่างอารมณ์ดี
“น้อง เป็นอย่างไรบ้างนั่งสิ” ซึงฮยอนเอ่ยเชื้อเชิญ นายทหารรุ่นน้องเขยกกายเดินมานั่งลง แล้วเอาไม้ค้ำยัน วางพาดไว้ข้างๆ
“ก็ดีครับ ขาเทียมของผมคงใกล้จะได้แล้ว แต่ไม่รู้จะได้ไปลองเมื่อไร” แทคยอนยิ้มกว้าง
“พี่ละครับ”
“ก็ ดีขึ้น ตอนนี้อยากกลับบ้านแล้ว” ซึงฮยอนนึกถึงบ้านพักทหารของเขาที่นครสวรรค์ บ้านหลังเล็ก ที่มีทั้งดอกมะลิ และดอกบานไม่รู้โรยบานสะพรั่ง ป่านนี้ดอกไม้คงเหี่ยวเฉาโรยรา ด้วยไม่มีใครไปคอยดูแล
บ้านที่เขาได้อยู่กับจียง
“นั่งเหม่อ คิดถึงใครละสิพี่” ทหารหนุ่มรุ่นน้องเอ่ยปากแซว เมื่อเห็นซึงฮยอน นั่งเหม่อ
“ก็นิดหน่อย แต่เดี๋ยวเขาก็คงมา”
“เมียพี่อะนะ”
“อืม”ซึงฮยอนตอบรับ หัวเราะน้อยๆ
“แล้วพี่มีเพื่อนเมียสวยๆบ้างรึเปล่า อย่าลืมแนะนำให้ผมรู้จักนะ”
ซึงฮยอนหัวเราะกับประโยคของทหารรุ่นน้อง เขานึกถึงจียงจับใจ ถ้าออกจากโรงพยาบาลแล้วชีวิตเขาจะเป็นยังไงต่อไปเขาก็ยังไม่รู้
ถ้าพ่อจะย้ายให้เขากลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพ เขาก็คงไม่ได้อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับจียง แต่ถ้าเขาจะกลับไปนครสวรรค์ แล้วจียงเล่า คนรักของเขาก็มีงานต้องดูแลที่กรุงเทพ
แค่ทุกวันนี้เขาเห็นจียงวิ่งวุ่น ดูแลทั้งเขาทั้งงานเขาก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว
แล้วยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจียงไม่อยากอยู่กับเขาขึ้นมาละ
ทหารหนุ่มเงยหน้าถอนหายใจขึ้นฟ้า
เขานั่งคุยสัพเพเหระกับทหารหนุ่มรุ่นน้องอย่างถูกคอ จนลืมไปว่า ไม่ได้บอกพยาบาลว่าจะออกมาเดินเล่น
จนได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตรงเข้ามาหาเขาจากด้านหลัง ซึงฮยอนหันหลังไปก็ต้องยิ้มกว้าง
แล้วก็หุบยิ้มในทันที
เมื่อเห็นจียงวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหาเขา ตามมาด้วยหญิงสาวผมแดงเจิดจ้า ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำ
ผู้หญิงในข่าว
“มาอยู่นี่เอง ตามหาแทบแย่”จียงวิ่งมาทรุดนั่งลงข้างหน้าเขา หน้าขาวๆ แดงก่ำ จียงหอบอากาศเข้าปอด อย่างเหนื่อยอ่อน
“จียงไปไหนมา”ซึงฮยอนถามห้วน
“ไปทำงานสิครับ ผมบอกแล้วไง”
“แล้วทำไมมากับผู้หญิงคนนี้”
“นี่พี่บอมมี่ หุ้นส่วนใหม่ของผม แล้วก็เป็นพรีเซนเตอร์เสื้อผ้าให้ผมด้วย” จียงหันไปแนะนำพี่สาวคนสวยให้ซึงฮยอนรู้จัก
บอมมี่ยืนจับพนักม้านั่ง หอบหายใจอย่างหนัก เธอวิ่งตามจียงไปทั่วทุกชั้น ช่วยจียงสอบถามทุกคนว่ามีใครเห็นซึงฮยอนบ้างรึเปล่า วิ่งทั้งที่ใส่รองเท้าส้นสูง จนตอนนี้บอมมี่รู้สึกเหมือนขาจะหลุดเสียให้ได้
หญิงสาวหันมายิ้มซีดเซียวให้ซึงฮยอนหนึ่งที แล้วกลับไปหอบหายใจต่อ
“นอกใจผมหรือครับ” ซึงฮยอนถามเสียงเข้ม หรี่ตาลงเป็นเชิงจับผิด
“เปล่า พาพี่บอมมี่มาก็เพราะเรื่องนี้ละ” จียงเริ่มหงุดหงิดบ้าง เมื่อเห็นคนตัวสูงมีท่าทีมึนตึงใส่
เขารู้จากยองเบว่า ซึงฮยอนเข้าใจเขาผิดยกใหญ่เรื่องข่าวที่ออกไป วันนี้เลยตั้งใจพาพี่บอมมี่มาหาซึงฮยอนด้วย
“คะ คุณซึงฮยอน บอมมี่ กับ จียง” สาวสวยสูดอากาศเข้าปอดอีกรอบ เห็นทีว่าเธอต้องกลับเข้ายิมบ้างแล้ว
“เรา ไม่ได้ เป็นอย่างที่ ข่าวลงนะ อย่าเข้าใจผิด” บอมมี่ ตัดสินใจเดินไปนั่งลงข้างๆซึงฮยอน ด้วยว่าปวดขาจนยืนไม่ไหว
“จียงเป็นเหมือนน้องชายบอมมี่” หญิงสาว รู้สึกวิงเวียนเหลือขนาด ชุดที่ใส่มันรัดรึงจนหายใจแทบไม่ออก
“เข้าใจแล้วนะ” จียงหันมามองซึงฮยอนตาเขียวปั้ด ทหารหนุ่มยิ้มแหยๆ ให้คนรัก ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก
“แล้วออกมาทำไม” จียงถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็ออกมาสูดอากาศบ้าง อยู่แต่ในห้องอึดอัด” ชายหนุ่มทำท่าเหมือนคิดอะไรได้ จึงหันไป แนะนำอ๊คแทคยอนให้รู้จักกับบอมมี่ นางแบบสาวที่ยังคงนั่งหอบแฮ่ก อยู่ข้างๆ
“เออ แทคยอน นี้ก็พี่บอมมี่นะ รู้จักกันไว้แล้วกัน” ซึงฮยอนยักคิ้วคมเข้มให้ ทหารรุ่นน้อง ที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ
แนะนำเพื่อนเมียให้ผมรู้จัก
ถ้าบอมมี่นี่เป็นเพื่อนเมีย
งั้นเมียพี่ก็เป็น ผู้ชายคนนั้นสิครับ
โอ้วววววววว
แต่จะว่าไป ผู้ชายอะไรน่ารักเหมือนผู้หญิง รูปร่างก็บอบบาง ตัวขาวจั๊วะ หน้าหวาน ตาเรียวยาวคมจิก ปากแดงเจ่อน่างับเล่น
ถ้าผู้ชายจะน่ารักขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ผู้กองจะหลงรัก
จียง ดึงมือซึงฮยอนให้ลุกขึ้นเดิน โดยมีเขาเดินไปเคียงข้างไม่ห่างเพราะว่าซึงฮยอน ยังโดนปิดตาไว้ จียงจึงต้องคอยบอกให้ระวังซ้าย ระวังขวาเป็นที่วุ่นวาย
แทคยอน มองตามคนทั้งคู่ไปจนลับสายตา แล้วจึงหันมาสนใจผู้หญิงที่นั่งข้างๆ สาวสวยคนนี้คุ้นตาเขาอย่างบอกไม่ถูก
บอมมี่ นั่งพักจนเริ่มรู้สึกดีขึ้น แต่รู้สึกอึดอัดกับเสื้อผ้าที่ตึงแน่น จึงปลดกระดุมเสื้อลงมาเสียสองเม็ด ถ้าไม่เกรงใจก็คงจะถอดเข็มขัดทิ้งเสียด้วย ดวงหน้าหวานตอนนี้ชื้นชุ่ม จนต้องยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ข้างแก้มทิ้ง
“บอมมี่ พี่ปาร์ค บอมใช่รึเปล่า” แทคยอนรวบรวมความกล้า เอ่ยถามเบาๆ บอมมี่หันไปยิ้มหวานให้ทันทีตามมารยาท
“ใช่ค่ะ เอ๊ะ คุณ เอ๊ะ น้องอ๊คแทคยอนนี่นา” บอมมี่ร้องเสียงหลง เมื่อเพ่งมองคนข้างหน้าจนเต็มตา
“ใช่ โลกกลมจริงๆ พี่บอมมี่สวยขึ้นเยอะเลยนะครับ” อ๊คแทคยอนรีบพูด เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง
“แทคยอน ก็ อืมม เปลี่ยนไปนะ” บอมมี่ไม่กล้าบอกว่า แทคยอนดูหล่อเหลาขึ้นกว่าเก่ามากมาย รูปร่างล่ำสัน ผิวคร้ามแดด ใบหน้าหล่อคมคาย สมชายชาติทหาร แต่เมื่อบอมมี่มองเห็นขาที่ขาดไป สาวสวยก็รู้สึกจุกแน่นในลำคอ จนพูดอะไรไม่ออก
“ก็ตั้งหลายปีแล้วนี่ เราเจอกันครั้งสุดท้าย ตอนเรียนจบ ก่อนผมจะสมัครเข้าโรงเรียนนายร้อย ตอนนั้นพี่บอมมี่ก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“ใช่ แล้วเกิดอะไรขึ้น” สาวสวยถาม เริ่มขยับตัวเข้าไปใกล้ ใกล้จน แทคยอนได้กลิ่นน้ำหอมรวยริน ปนกับกลิ่นชื้นเหงื่อของคนสวยข้างหน้า ผิวกายขาวเนียน นัยน์ตากลมโตที่จับจ้องเขาอยู่ทำเอาหนุ่มรุ่นน้องรู้สึกประหม่าขึ้นมาเฉยๆ
“ผม ก็” แทคยอนเล่าไม่ถูก เขามือไม้สั่นไปหมดเมื่อได้อยู่ใกล้พี่บอมมี่อีกครั้ง พี่สาวคนสวยที่เคยเรียนร่วมสถาบันเดียวกัน ตอนนี้สวยขึ้นมาก ดวงตากลมโต สดใส ริมฝีปากบางสวย ที่เคยทำให้เขาพร่ำเพ้อ
วันนี้มันก็ยังทำให้เขาเพ้อได้อยู่ดี
“ลำบากใจก็ไม่ต้องเล่า กินอะไรรึยัง ไปกินกับพี่ไหม พี่หิวจัง”
แทคยอนตอบรับอย่างยินดียิ่ง เขาขยับกายขึ้นไปคว้าไม้ค้ำยันโดยมีพี่บอมมี่ช่วยประคอง และเดินไปเคียงข้างอย่างไม่นึกรังเกียจความพิการ
ความจริงบอมมี่ไม่หิวแม้แต่น้อย
ก็แค่ อยากจะคุยกับทหารหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ไปนานๆ เท่านั้นเอง
ก็ถือว่าเป็นการให้กำลังใจทหารก็แล้วกัน
ที่ห้องพักของซึงฮยอน จียงกำลังจะเตรียมตัวอาบน้ำ แต่ก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อเห็นคนรักกำลังจะเดินชนกับโต๊ะทำงานที่เขาเพิ่งจะเอามาตั้งในห้อง
“ซึงฮยอนระวังครับ” ยังไม่ทันจบคำของจียง ซึงฮยอนก็เดินชนเข้ากับโต๊ะทำงานของจียงเข้าไปเต็มที่ ของบนโต๊ะหล่นเกลื่อนกระจัดกระจาย จนจียงต้องรีบเข้ามาเก็บ
ซึงฮยอน หันรีหันขวาง ก็ไปชนเอาของที่วางไว้ด้านข้างของชั้นวางของหล่นลงมาอีก หนุ่มหล่อรู้สึกโมโหตัวเอง ที่ซุ่มซ่ามเงอะงะไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม
“โธ่ เว้ย” เขาเตะข้าวของที่หล่นกระจายอยู่บนพื้นด้วยความหงุดหงิด
“ซึงฮยอนเป็นอะไร” จียง ตกใจลุกขึ้นมามองซึงฮยอนด้วยความเป็นห่วง
“ผมขอโทษ ผมแค่หงุดหงิด” ซึงฮยอน ถอนหายใจแล้วเดินไปนั่งคอตกที่เตียงคนไข้ตามเดิม วันนี้คุณหมอลองให้เขาแกะผ้าพันแผลที่ตาข้างขวาออก เฉพาะเวลากลางคืน เพื่อให้ซึงฮยอนปรับสภาพสายตาให้คุ้นชินกับการมองเห็นแบบนี้ไปก่อน
“แค่ดวงตามองไม่เห็นข้างเดียว กับใช้แขนขวาไม่ได้ ผมก็ทำให้คุณลำบากขนาดนี้แล้ว” เขาพูดด้วยความรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง
“แขน เดี๋ยวมันก็หาย ตาก็ยังเหลือตั้งหนึ่งข้าง ซึงฮยอน อย่าคิดมากสิครับ แค่นี้จียงไม่ลำบากเสียหน่อย” จียงเดินมาสวมกอดซึงฮยอนไว้ในวงแขน
“จียงอยากกลับบ้านไหม”
“บ้านที่ไหนละ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลจนเหมือนเป็นบ้านแล้ว” เด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ
“ก็ บ้านที่นครสวรรค์” ซึงฮยอนมองหน้าจียงนิ่งนาน
“แต่ถ้าคุณไปอยู่นครสวรรค์คุณก็จะทำงานไม่สะดวก” ซึงฮยอนเอามือข้างซ้ายโอบเอวของจียง ทำหน้าตาครุ่นคิด
“อีกนานกว่าผมจะหาย คุณยังจะอยากอยู่กับผมรึเปล่า หรือคุณอยากอยู่บ้านที่กรุงเทพก็ได้นะ ผมจะได้ให้พ่อย้ายผมมาอยู่กรุงเทพ อยู่ที่ไหนก็ได้ที่คุณสะดวกใจจะอยู่ ถ้าอยู่นครสวรรค์จะมาอยู่บ้านพักทหารกับผมก็ได้ หรือถ้าคุณอยากอยู่บ้านคุณเองก็ได้ ตอนนี้คงซ่อมเสร็จแล้ว ผมก็จะหมั่นไปหานะ ถ้าผมไปราชการ คุณก็กลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพ จะได้ไม่เหงา” ซึงฮยอนพูดรัวเร็ว วกไปวนมาด้วยความสับสน เพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอยู่ที่ไหนดี
จียงยิ้มอ่อนหวานยกมือขึ้นเสยผมยุ่งเหยิง ของซึงฮยอนเล่น
“บ้านไหนก็ได้ที่มีคุณอยู่ด้วย”
ซึงฮยอนนิ่งงันกับประโยคที่ได้ยิน เขาตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าคุณต้องไปราชการนานๆ แล้วผมตามไปไม่ได้ ผมก็จะรอคุณ ไม่ไปไหน” จียงก้มลงจูบประทับลงบนหน้าผากของซึงฮยอน
“ไม่ว่าคุณจะให้ผมรอที่ไหนก็ตาม” จียงพูดหนักแน่น
ซึงฮยอนมองจียง ด้วยสายตาที่บ่งบอกความในใจทั้งหมด
“ขอบคุณนะจียง”
ด้านหน้าของห้องพัก พี่ดามี กับ คุณนายควอนยืนแอบดูอยู่เงียบๆ หน้าห้องถึงกับยืนนิ่งไม่กล้าเดินเข้าไปหา
เพราะเกรงจะไปขัดจังหวะความหวาน
คุณนายควอนไปทัวร์เกาหลี – ญี่ปุ่น กับแกงค์เพื่อนสาวเกือบสองเดือน โดยให้เหตุผลกับลูกสาวว่า จะไปดูเทรนด์เสื้อผ้ามาให้ แต่จริงๆแล้วคุณนายหาเรื่องไปเที่ยว ความที่ไปเสียนาน เลยไม่ได้รู้เรื่องว่าลูกชาย กับ ลูกเขยตัวเอง ประสบเคราะห์กรรมยังไงกันบ้าง
วันนี้พอกลับมาถึงเมืองไทย รู้ข่าวทั้งหมดจากควอนดามี คุณนายแม่เลยเลยรีบบึ่งมาโรงพยาบาลทันที
แล้วก็มาเห็นฉากสวีทอย่างที่เห็น ควอนดามีรีบหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาแอบถ่ายคลิปน้องชายตัวเองกับน้องเขยในอนาคต โดยไม่ทันรู้ตัวว่ามีใครคนอื่นเดินมาข้างหลัง คุณนายควอนรู้ตัวก่อนจึง รีบสะกิดลูกสาว ให้เดินออกมานอกประตู
“เดี๋ยวค่ะ คุณแม่ ขออีกแป๊ป เผื่อสองคนนั้นจะทำอย่างอื่นกันอีก”
ดูเหมือนดามีจะยังไม่รู้ตัว
ว่ามีพลตรีชเว กับ ชเวฮเยยุน และ หญิงสาวอีกหนึ่งคนยืนอยู่ด้วย
พลตรีชเว ยืนหน้าเครียด ที่เห็นผู้หญิงท่าทางแปลกๆ มายืนลับๆล่อๆ อยู่หน้าห้องพักของลูกชายเขา นายพลพิจารณาสตรีที่ยืนอยู่หน้าเขา
คุณนายควอน แต่งงานมีลูกตั้งแต่ยังสาว ตอนนี้เธอจึงเพิ่งจะอายุสี่สิบปลายๆ และยังคงความงามไว้เพียบพร้อม งามอบอุ่นสมวัย แต่งกายสุภาพสมฐานะ ใบหน้าสวยหวานละม้ายคล้ายลูกสาว แต่ดวงตาดูอ่อนละมุน อ่อนโยน ต่างจาก ควอนจียง ที่ดูมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว ถ้าจะเหมือนกันก็บ้างตรงที่ในแววตานั้นแฝงความซุกซนไม่ต่างจากเด็กแรกรุ่น
พลตรีชเว ยิ้มอย่างสุภาพให้สตรีตรงหน้า แล้วก็กระแอมไอเบาๆ
“ขอผมเขาไปหาลูกชายหน่อยครับ คุณควอนดามี”
ควอนดามี สะดุ้งสุดตัว หญิงสาวสะดุดเท้าตัวเองล้มคว่ำเข้าไปในห้องพักของซึงฮยอน จนเกิดเสียงดังโครมคราม
สองคนในห้องรีบผละออกจากกัน จียงอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อหันไปเห็นพี่สาวตัวเองนอนล้มกลิ้งอยู่บนพื้น เด็กหนุ่มเดินไปพยุงพี่สาวตัวเองให้ลุกขึ้นยืน หันไปสวัสดี พลตรีชเว กับ พี่ฮเยยุนที่ยืนอยู่หน้าห้อง เขาเดินเลี่ยงออกไปนอกห้องเหมือนทุกครั้งที่พลตรีชเว มาเยี่ยมลูกชาย
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
เขาสัญญา ว่าจะอยู่ในเงามืดของชเวซึงฮยอน
เขาก็จะทำ
พลตรีชเว ไม่พูดอะไร นายพลหนุ่มใหญ่ รับไหว้จียง แล้วเดินเข้าไปเยี่ยมลูกชายตามปกติ โดยมีฮเยยุน และ หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นเดินตามเข้าไป
จียง มองหญิงสาวแปลกหน้าเต็มตา แล้วก็ให้รู้สึกสะท้านใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
สตรีหน้าตาสะสวย ดวงตาโตยาวรีรับกับ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางโค้งหยัก ราวกับจะมีรอยยิ้มละไมตลอดเวลา รูปร่างผอมบาง แต่ก็มีสัดส่วนโค้งเว้าอวบอิ่ม เต็มตึง แบบหญิงสาวสมบูรณ์พร้อม เดินผ่านหน้าเขาไป จียงยังได้กลิ่นน้ำหอมชั้นดีโชยกรุ่นแตะปลายจมูก
เด็กหนุ่ม พยายามไล่ความกังวลออกไป แล้วหันหลังจะเดินออกจากห้องพักของซึงฮยอน เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นส่วนตัว
คนนอกอย่างเขาไม่ควรเกี่ยวข้อง
“คุณควอนจียง ช่วยอยู่ในห้องก่อน” เสียงทรงอำนาจของพลตรีชเวดังขึ้น
จียงถึงกับสะดุ้ง เด็กหนุ่มหันกลับไปเผชิญหน้ากับพลตรีชเว เขาหวั่นใจเหลือเกิน ว่าสิ่งที่เขาคิดจะเป็นจริง
“ฮเยยุนลูกออกไปก่อนนะ” พลตรีชเวหันไปบอกลูกสาว ฮเยยุนลังเล แต่หญิงสาวก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี
เธอไม่รู้จริงๆ ว่าบิดาของเธอคิดจะทำอะไร
ประตูห้องปิดลง ภายในห้องก็มีเพียงความเงียบงันและ บรรยากาศที่ชวนให้อึดอัด
ซึงฮยอนมองไปรอบข้าง ด้วยดวงตาข้างเดียวที่เห็นชัด อย่างงุนงง
“ซึงฮยอน ลูกจำปาร์ค ซานดาร่า หลานสาวคนเดียวของพลโท ปาร์คฮงจุนได้รึเปล่า”
ซึงฮยอนหันไปพิจารณาคนตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ก็ยิ้มกว้างออกมา
“พี่ดาร่า หรือนี่ เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
สาวสวยตรงหน้า ยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างสดใส
โดยมีจียงมองตาม อย่างปวดร้าว
“ซึงฮยอน พ่ออยากให้ลูก หมั้นกับซานดาร่า”
จบคำพูดของพลตรีชเว ก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ของจียง
สิ่งที่เขาคิดมันกำลังจะเป็นจริง
“ตอนนี้ลูกอยู่ในสภาพ กึ่งพิการ ถ้าลูกไม่มีเส้นสายภายในที่แน่นหนาพอ มันจะทำให้ลูกพลาดตำแหน่งสำคัญๆ ในอนาคตได้ ถ้าลูกหมั้นกับซานดาร่าไว้ ก็จะยังอุ่นใจได้บ้าง”
จียง ยืนกัดปากแน่น พูดอะไรไม่ออก เขามองไปยังหญิงสาวตรงหน้า หญิงสาวที่เพียบพร้อมทั้งฐานะ ชาติตระกูล และ รูปสมบัติ ที่คู่ควรกับชเวซึงฮยอน
“คุณพ่อพูดอะไร” ซึงฮยอน มองหน้าผู้เป็นบิดาเขม็ง เขารู้ว่าพ่อไม่ชอบที่เขารักกับจียง แต่เขาไม่คิด ว่าพ่อที่เขาเคารพรักสุดหัวใจจะใช้วิธีนี้
“พ่อก็พูดในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับลูก เรื่องนี้พลโทปาร์ค รับรู้แล้ว และท่านก็ยินดี ซานดาร่าเองก็ไม่ว่าอะไร” พลตรีชเว หันไปทางหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเตียง
ซานดาร่า ยิ้มให้ซึงฮยอนอย่างอ่อนโยน
ยิ้มที่บาดหัวใจจียงเหลือเกิน
“ดาร่า ยินดีค่ะ ที่จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลชเว” หญิงสาวเอ่ยฉะฉาน ชัดเจน
“คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า ผมไม่ได้รักคุณ ผมรักควอนจียง คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น” ซึงฮยอน รู้สึกมึนงง กับสิ่งที่เกิดขึ้นจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาอยากจะเดินไปคว้าตัวจียงมาจูบประกาศให้คนที่อยู่ตรงนี้ทุกคนรู้ว่า เขารักจียงมากแค่ไหน
ซานดาร่า ยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลับเป็นยิ้มที่แสนจะเย็นเยียบ
“ดาร่า รู้ดีสิคะ แต่ดาร่าก็ยินดีจะแต่งงานกับซึงฮยอน เพราะมันจะทำให้ฐานะทางทหารของตระกูลปาร์ค และ ตระกูลชเวมั่นคงขึ้น” หญิงสาวพูดหน้าตาเฉย
“ตอนนี้ก็อยู่ที่ว่า คนที่บอกว่าจะยอมอยู่ในเงามืด จะยินยอมรึเปล่า” พลตรีชเว หันมาทางจียง
เด็กหนุ่มยืนตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ เขามองหน้าซึงฮยอน สูดลมหายใจลึกเข้าปอด
ในเมื่อเขาเคยลั่นวาจาออกไปแล้วเขาก็ยินดีทำตามที่พูด
ควอนจียงคนนี้ จะยอมอยู่ในเงามืด เป็นเหมือนคนรักที่ไม่มีตัวตนของชเวซึงฮยอน
“ผมยินดี จะให้คุณดาร่า แต่งงานกับ ซึงฮยอนให้สมเกรียติ และ ศักดิ์ศรี”
จียงเดินไปหาซึงฮยอน ยกมือขึ้นลูบโครงหน้าหล่อคมของคนรัก ด้วยดวงตาปริ่มน้ำ
“ซึงฮยอน ผมยินดีให้คุณแต่งงานกับคุณดาร่า จริงๆนะครับ อนาคตการงานของคุณจะได้มั่นคง คุณไม่ต้องห่วงความรู้สึกของผมหรอกนะ ผมทนได้ ผมยอมอยู่กับคุณแบบลับๆ ตลอดไป ดีกว่าต้องเดินจากคุณไปตลอดกาล” เด็กหนุ่มฝืนยิ้มให้คนรักทั้งที่ยังร้องไห้น้ำตาไหลพราก
เมื่อความรักต้องเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อให้คนรักได้ประสบความสำเร็จ เขาก็ยินดี
ซึงฮยอน เจ็บปวดไปทั้งหัวใจ เขามองหาทางออกอื่นใดไม่เจอ มองหาทางที่จะอยู่ร่วมกับจียงโดยไม่มีใครเจ็บช้ำไม่เห็น สุดจะอัดอั้นตันใจ ในอกหนาร้อนเหมือนโดนไฟเผา เขาอยากจะคว้าร่างของจียง แล้ววิ่งหนีออกจากห้องไปให้ไกลแสนไกล ไกลจากสภาพอันน่าอึดอัดเช่นนี้
เขาจะยอมให้จียงอยู่ในสภาพเมียน้อย เป็นเพียงคนรักที่ไร้ตัวตนไปได้อย่างไร ในเมื่อทั้งดวงใจเขาปรารถนาเพียงจียงคนเดียว
ความรักของเขากับจียงมันผิดนักหรือ
ชายหนุ่มสุดจะกลั้นน้ำตาไหว เขาปล่อยให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบแก้ม น้ำตาจากดวงตาข้างขวาของเขาไหลออกมาเป็นสีเลือด
“ซึงฮยอน อย่าร้องไห้ น้ำตาคุณเป็นเลือดแล้ว อย่าร้องเดี๋ยวอาการจะหนักกว่านี้” จียงรีบปลอบคนรักเป็นการใหญ่ ตกใจเมื่อเห็นน้ำตาคนรักหลั่งรินออกมาเป็นเลือด เด็กหนุ่มยิ่งร้องไห้หนักด้วยความเป็นห่วง
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน โอบร่างของจียงไว้ในวงแขนแน่น สบตากับผู้เป็นบิดา ด้วยดวงตาคม
ด้วยน้ำตาสีเลือด
“ถ้ามีคนที่ผมจะแต่งงานด้วย ก็ต้องเป็นจียงคนนี้ ไม่มีคนอื่น และถ้าคุณพ่อกลัวว่าผมจะมีอนาคตทางทหารที่ไม่มั่นคง คุณพ่อก็ไม่ต้องกลัว เพราะผมยินดีจะลาออกจากราชการทหาร ไม่อยู่ให้ชื่อเสียงของตระกูลชเวต้องแปดเปื้อนต่อไป”
จียง พูดไม่ออก เขาไม่ได้ยินดีที่ซึงฮยอนจะลาออกเพื่อเขา เขาอยากเห็นคนรักประสบความสำเร็จในอาชีพที่ตนเองรัก
“คุณอย่าพูดแบบนั้น ผมทนได้จริงๆ คุณอย่าลาออกนะครับ” จียงพยายามแข็งใจจะไม่ร้องไห้แต่เขาห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้ เขาร้องไห้ไปก็เช็ดน้ำตาให้คนรักไปด้วย
“ในเมื่อคุณยอมเสียสละได้เพื่อผม ผมก็ยอมเสียสละได้เพื่อคุณเหมือนกัน จียง” ซึงฮยอน พูดหนักแน่น ประสานสายตากับพลตรีชเวอย่างไม่ยอมแพ้
เป็นครั้งแรกที่เขากล้าขัดใจบิดาขนาดนี้
พลตรีชเว คลี่ยิ้มที่มุมปาก นายพลผู้กล้า ถอนหายใจส่ายหัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทรงพลัง แต่อบอุ่น อ่อนโยน
“ลูกเอ๋ย ความรักทำให้คนทำให้ทุกอย่าง ข้อนี้พ่อรู้ดี แต่ที่ลูกคงยังไม่รู้คือ การที่ลูกสองคนจะต้องฝ่าฝันอุปสรรคทั้งหลาย เพื่อให้ได้อยู่เคียงข้างกันนั้น ทั้งคู่ต้องเข้มแข็ง อดทน และใช้เหตุผลมากขนาดไหน”
“ถ้าลูกทั้งสอง ยังร้องไห้อยู่แบบนี้ ต่อให้ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด มันก็ไม่มีผล ยิ่งมัวแต่ร้องร่ำเสียน้ำตา แล้วความเข้มแข็งจะมาจากไหน อย่าร้องอีกเลย เช็ดน้ำตาเถิด สิ่งที่เห็นไม่ใช่เรื่องจริง”
“แต่เรื่องราวอีกมากมายต่อจากนี้ ในชีวิตของทั้งคู่ต่างหากที่เป็นของจริง อนาคตซึงฮยอนจะต้องเจอคำถามมากมาย กับความรักที่มีให้ผู้ชายด้วยกัน ก็ขอให้ทั้งสองวางแผนกันให้ดีเถิด ว่าจะอยู่ครองคู่กันอย่างไรให้ยืนยาว”
“คุณจียง ผมเชื่อแล้วว่าคุณมีความปรารถนาดีต่อลูกชายผมอย่างจริงใจ ผมแค่อยากรู้ว่าหากวันใดลูกชายผมจะต้องแต่งงานขึ้นมาจริงๆ คุณจะยอมทำอย่างที่เคยให้สัญญาไว้กับผมรึเปล่า”
“ซึงฮยอน ความรักใช้แค่อารมณ์อย่างเดียวไม่พอ ลูกต้องรู้จักสุขุมให้มากกว่านี้ แต่นั่นสินะ ที่เขาว่า รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ เป็นอย่างไร พ่อก็น่าจะรู้ดี” พลตรีชเวหัวเราะในลำคอ
“ถ้าลูกจะใช้ความคิดเสียหน่อย ใช้ความตั้งใจจริงสักนิด อดทนต่อสู้ด้วยตัวเองทำให้พ่อเห็นว่าลูกประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องพึ่งบารมีของพ่อหรือของใคร ลูกก็ไม่จำเป็นต้องประกาศว่าจะลาออกจากชีวิตทหารเช่นนี้”
“ลูกทั้งสอง พิสูจน์ให้พ่อคนนี้เห็นเถิดว่า ที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะรักและเสียสละให้แก่กันและกันขนาดนี้ จะทำให้ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันอย่างราบรื่น”
พลตรีชเว เดินมาจับบ่าลูกชายแน่น เขามองหน้าลูกชายด้วยดวงตาคมกล้า ซึงฮยอนก็ประสานสายตากับผู้เป็นบิดาเช่นกัน
“พ่อทำเรื่องให้ลูกย้ายไปอยู่ค่ายนครสวรรค์เหมือนเดิมแล้วนะ จะอยู่บ้านที่ค่าย หรือ อยู่ที่ไหนก็ตามใจลูก” พลตรีชเวบอกลูกชาย พร้อมปาดน้ำตาสีเลือดของลูกชายออก
“ขอบคุณครับ”
เพียงคำพูดสั้นๆ แต่สองพ่อลูกชาติทหารก็เข้าใจกันเป็นอย่างดี
การที่พ่อย้ายเขากลับนครสวรรค์หมายความว่าพ่อไม่ได้ขัดขวางเรื่องเขากับจียงอีกต่อไปแล้ว
“คุณจียง ต่อจากนี้ คุณจะอยู่ในมุมมืด หรือ อยู่ในที่แจ้ง ก็ขอให้คุณนึกถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ ผมคิดว่า คนฉลาดอย่างคุณคงตัดสินใจได้ดี” พลตรีชเว บอกจียงเรียบๆ
จียงพยักหน้ารับทั้งน้ำตา
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ไม่ต้องรับเขาเข้าบ้านในฐานะคนรักของลูกชาย
แค่ยอมรับความรักที่เขามีต่อซึงฮยอนก็พอ
ซานดาร่า เดินมาส่งยิ้มให้ทั้งสองคน ก่อนจะเดินจากไป เธอเป็นนักเรียนการแสดง ที่มาครั้งนี้เพราะพลตรีชเวโทรไปขอยืมตัวเธอจากคุณลุงปาร์ค บอกว่าจะช่วยให้มาแสดงละครให้หน่อย หญิงสาวตอบรับโดยดี เพราะอยากมาเห็นนักว่า ใครกันหนอ ทำให้คุณอาชเวของเธอ ถึงกับต้องวางแผนซ้อนแผนขนาดนี้
พลตรีชเว เปิดประตูห้องออก ก็พอดีกับที่ร่างสามร่างกลิ้งหล่นเข้ามาในห้อง
ควอนดามี ชเวฮเยยุน และ คุณนายควอน ยืนเอาหูแนบประตูแอบฟังอยู่หน้าห้องเพลิน จนไม่ได้ทันมองว่าพลตรีชเวกำลังเดินมาเปิดประตู
รู้ตัวอีกที ทั้งสามก็ลงมากลิ้งอยู่บนพื้นแล้ว
“โอ้ย คุณแม่ ลุกสิค่ะ” ควอนดามีร้องโวยวาย เมื่อคุณนายควอนยังไม่ยอมลุกไปจากตัวเธอเสียที ในขณะที่ฮเยยุน รีบลุกขึ้นมายืนยิ้มเจื่อนให้คนเป็นพ่อ หญิงสาวรีบไปช่วยพยุงคุณนายควอนขึ้นมาทันที
แต่ช้าไปกว่าพลตรีชเว ที่สอดแขนแข็งแรงเข้ามาพยุงร่างผอมบางของคุณนายควอนขึ้นอย่างนุ่มนวล นายพลหนุ่มใหญ่ ส่งยิ้มสุภาพให้คุณนายควอน ก่อนจะ ก้มลงไปช่วยดึงควอนดามี ที่นอนจุกแอ้กอยู่บนพื้นขึ้นมาอีกคน
“ขอบคุณนะคะ” คุณนายควอน กล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ แม้จะไม่ชอบหน้าพลตรีชเวที่กีดกันลูกชายเธอ
แต่คุณนายควอนก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าพลตรีชเว ช่างดูดีเหลือเกิน รูปร่างสูงใหญ่ ผึ่งผาย แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็คงเสน่ห์ความเป็นลูกผู้ชายชาติทหารไว้ครบถ้วน ยิ่งอยู่ในเครื่องแบบทหารยิ่งดูดี ถึงจะมีริ้วรอยแห่งวัยประปราย แต่ใบหน้านั้นก็หล่อเหลาคมเข้มไม่ต่างจากลูกชาย ถ้าจะต่างกันบ้างก็ตรงที่ พลตรีชเวมีนัยน์ตาอมโศกมากกว่า ดูโศกตรม แต่ก็เจือเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งเหมือนชาติบุรุษที่ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมาย
“ผมทำตามหน้าที่ครับ” พลตรีชเวตอบกลับเรียบๆ ก่อนจะเดินออกไปกับ ชเวฮเยยุน และ ปาร์ค ซานดาร่า
ปล่อยให้คุณนายควอนมองตามไล่หลังไปจนลับสายตา
“คุณแม่ คุณแม่ นั่นมองไม่วางตาเชียว” ควอนดามี ส่งเสียงเรียก จนคุณนายควอนได้สติ หันมาดุลูกสาว
“อะไรเล่า ก็แค่อยากรู้ว่า พ่อแบบไหน ทดสอบลูกด้วยวิธีนี้บ้าง” คุณนาย ควอนเอ่ยแก้เกี้ยว
“แหม ช่างเหอะไปดูน้องกันดีกว่า ร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้วนั่น”คุณนายควอนพยายามเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่ต้องดูหรอกคุณแม่ จียงร้องไห้น่าดูที่ไหน ไปเถอะเรากลับกันดีกว่า” ควอนดามี ชวนมารดากลับพร้อมหันไปงับประตูปิดลง
ในห้อง ควอนจียงกอดซบหน้าอยู่กับอกกว้างของ ชเวซึงฮยอน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาสีเลือดให้คนรักหนุ่ม ควอนดามียิ้มกับภาพที่เห็น วันนี้ไม่ควรจะมีใครเข้าไปรบกวนทั้งสองอีกแล้ว
จะได้ปล่อยให้สองหัวใจได้ปลอบโยนกันและกันให้คลายโศก
edit @ 31 Jan 2012 18:57:29 by angeliga