prisoneroflove

Prisoner of love ตอนที่ 13

posted on 19 May 2012 21:39 by angeliga  in prisoneroflove  directory Fiction

ตอนที่ 13

The Night of miracle


ในห้องนั้น จอมราชากดจูบลงตรงต้นคอขาวจนขึ้นรอย เขาจับแขนเล็กให้โอบกอดหลังไว้แน่น
“เจ้าอย่าไปกอดใครอีกนะ” เขาพึมพำกับเนินอกนุ่ม

“ข้าไม่ได้กอดใครเสียหน่อย” เขาตอบด้วยความงุนงง แล้วก็ต้องกัดปากแน่นเมื่อปากบางหยักประกบลงตรงยอดอกสีสวยที่ดูเหมือนจะขยายขนาดขึ้นเพราะโดนขบเม้มอยู่บ่อยครั้ง

“ข้าเห็นเจ้ากอด ไอ้แม่ทัพนั้น” จอมราชาหนุ่มพูดพลางลากไล้ลิ้นลงตรงยอดทรวง ความหงุดหงิดตีรวนจนเผลองับฟันคมเข้ากับเนื้ออกนุ่ม ร่างน้อยสั่นสะเทือนผวาเฮือก จิกเล็บคมลงกับหลังกว้าง
“อ๊ะ ข้าเจ็บ” เขาครวญเสียงอ่อน

“ข้าไม่ได้กอดยองเบ แค่จะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เท่านั้น” เขาพูดแล้วน้ำตาก็เอ่อท้นหน่วยตาอีกครั้ง จอมราชาหนุ่มขยับกายขึ้นมองหน้าคนตัวเล็กอีกหน ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยเข้ากับแก้มนวล

“ไม่ว่ากับใครก็อย่าไปกอดอีก เจ้ากอดข้าได้คนเดียว” เขาพูดคล้ายคำสั่ง องค์ชายน้อยแค่นยิ้ม หลับตาลงด้วยความขื่นขม

“เจ้าสั่งข้าก็คงต้องทำ” เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนี จอมราชาใจกระตุกวูบอีกครั้ง เขาน่าจะดีใจที่คนตัวจ้อยนี้ยอมทำตามทุกอย่างที่เขาต้องการ แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ ในก้นบึ้งแห่งดวงใจนั้นกลับปวดร้าวที่ต้องบีบบังคับ

หากคนตัวเล็กนี้จะยอมกอดเขาอย่างเต็มใจเขาคงมีความสุขกว่านี้มากนัก

“ต่อไปอย่าผิดคำสัญญากับข้าอีก ถ้ามีเหตุอันใดก็ให้มาบอกข้าก่อนไม่ใช่หนีกันไปแบบนั้น” เขาจูบลงตรงพวงแก้มนุ่ม นึกอยากจะลงโทษร่างเล็กนี้ให้ครวญครางนัก มือใหญ่สอดเข้าใต้สาบเสื้อ เลื่อนลงต่ำไปยังขอบกางเกง ก่อนจะวนปลายนิ้วเข้ากับสะดือเล็กๆ แล้วไล้นิ้วลงไปยังเบื้องล่าง

ร่างเล็กบิดเกร็งปั่นป่วนไปหมด แม้จะห้ามใจตัวเองสักแค่ไหนก็ไม่อาจจะปิดบังปฏิกิริยาของร่างกายได้ องค์ชายน้อยยึดมือใหญ่ไว้แน่น

“ไม่ ไม่เอา” เขาร้องห้ามอย่างอ่อนแรง เสียงนั้นเจือเสียงเครือของก้อนสะอื้นในลำคอ จอมราชาหนุ่มจูบลงตรงปากอิ่มตึง

“แต่เจ้าผิดสัญญากับข้าก่อนนะ ข้าไม่ลงโทษเจ้าคงไม่ได้” เขาพูดพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ คนตัวเล็กถอนหายใจพรู ความผิดอันน้อยนิดที่เขาไม่ได้ตั้งใจนั่น แค่ถูกสั่งจำคุกยังไม่พอหรือไร

“เจ้าก็สั่งข้าขังคุกไปแล้ว” องค์ชายน้อยบอกอย่างปวดร้าว ความทรงจำอันน่าขยะแขยงในคุกยังฝังตรึง จอมราชาหนุ่มเห็นท่าทางอ่อนแรง ปนหวาดผวาเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ลง ได้แต่ดึงร่างน้อยมาสวมกอดไว้แทน

“เช่นนั้น ข้าก็ขอลงโทษให้เจ้ากอดข้าไว้เช่นนี้ทั้งคืน” เขาบอกพร้อมนอนลงตะแคงข้างหันหลังให้ ดึงมือเล็กมากอดก่ายไว้จากข้างหลัง ในท่าเดียวกับที่เขาเห็นองค์ชายน้อยกอดแม่ทัพทงเมื่อตอนเย็น

องค์ชายหนุ่มหน้าแดงซ่าน ยอมโอบกอดร่างสูงใหญ่ไว้แต่โดยดี มือใหญ่นั้นลากให้มือน้อยของเขาไปกุมตรงตำแหน่งหัวใจ

“อย่าปล่อยข้าละ ถ้าตื่นมาแล้วเจ้าไม่ได้กอดข้าไว้ละก็ ข้าจะเพิ่มบทลงโทษให้อีก” เขาพูดเสียงเข้ม แล้วก็อมยิ้มที่มุมปากเมื่อร่างเล็กเบียดแนบชิดเข้ามาอีก

แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงดังโครมขึ้นจากด้านนอก ต้นไม้ใหญ่ที่ตรงข้างระเบียงไหวเอนสั่นโยกจนใบไม้ปลิดปลิวว่อน เสียงกิ่งไม้ลั่นดังขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวน กับเสียงร้องเอะอะโวยวาย ทั้งคู่สะดุ้งลุกขึ้นจากเตียงทันที องค์ชายน้อยรวบชายเสื้อคลุมเข้าหากัน แล้วเดินตามราชาเมืองน้ำออกไปยังระเบียง

ที่ด้านนอก ร่างของอีซองมิน และ โจวคยูฮยอน ห้อยต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่ ที่ไหวโยกราวกับจะหักได้ทุกเมื่อ เสียงร้องของทั้งคู่ ทำให้จอมราชาที่ยืนตรงระเบียงเกือบหลุดขำด้วยรู้สึกสมน้ำหน้าทั้งแม่ทัพคู่ใจและเจ้าพี่เลี้ยงฤทธิ์มากนั้นนัก

“ข้าบอกเจ้าแล้วให้อยู่นิ่งๆ เจ้านี่ดื้อจริง”คยูฮยอนตวาดลั่น เมื่อเห็นร่างพี่เลี้ยงหนุ่มห้อยร่องแร่งเหมือนจะหล่นลงจากกิ่งไม้ได้ทุกเมื่อ

“เจ้านั้นแหล่ะดึงข้าอยู่ได้” ซองมินตะโกนกลับเช่นกัน ตอนนี้ทั้งคู่ห้อยอยู่เหนือพื้นดินไม่ต่ำกว่าสองเมตร ตกลงไปคงไม่ถึงตาย หากแต่ก็คงได้บาดแผลกลับไปบ้าง

องค์ชายควอนเบิกตาโตด้วยความตกใจ เขาชะโงกลงไปตะโกนถามพี่เลี้ยงคนสนิทของตนด้วยความเป็นห่วง
“ซองมิน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม เดี๋ยวนะ ข้าจะลงไปช่วยเดี๋ยวนี้ละ” องค์ชายน้อยกระวีกระวาดออกไปนอกห้อง หมายจะไปช่วยรับร่างของซองมินไว้ก่อนกิ่งไม้จะหัก

ยิ่งคนทั้งคู่ออกแรงทะเลาะวิวาทกัน เชือกผูกไว้ก็ทำให้กิ่งไม้ใหญ่นั้นสั่นคลอนหนักขึ้นจนจวนเจียนจะหักลงได้ทุกอึดใจ

จอมราชาหนุ่มได้แต่หัวเราะขำเพื่อนสนิทของตัวเอง

“อยู่ตรงนั้นไปเสียเถอะคยูฮยอน อย่างน้อยเจ้าก็ได้อยู่กับพระพี่เลี้ยงทั้งคืนเชียวนะ” เขาตะโกนบอกแล้วค่อยเดินตามองค์ชายน้อย ลงไปยังด้านล่าง

“โถ ท่าน ห้อยอยู่อย่างนี้ไม่สนุกเลยนา” คยูฮยอนตัดพ้อเจ้านายตัวเอง ชเวซึงฮยอน เดินออกไปสั่งทหารให้เตรียมการช่วยเหลือเจ้าลิงค่างทั้งสองตัวตรงข้างหน้าต่างทันที

ไม่นานนัก ร่างของทั้งคู่ก็ถูกทหารช่วยกันนำลงมาอย่างปลอดภัย ทันทีที่ทั้งสองคนเดินพ้นกิ่งไม้ เจ้าไม้ท่อนใหญ่นั้นก็หักครืนลงมาทันที ซองมินอดรู้สึกสยองไม่ได้ เมื่อนึกว่าหากออกมาช้ากว่านั้นเพียงพริบตาเดียว แข้งขาคงได้หักกันบ้าง เมื่อพ้นนาทีวิกฤติมาได้ ทั้งคู่ก็พบว่ามีบางอย่างที่น่ากลัวกว่าความบาดเจ็บทางกายรอพวกเขาอยู่

จอมราชาหนุ่มยืนกอดอกมองพวกเขานิ่ง ร่างสูงโปร่งนั้นสวมชุดลำลองแบบชาวเมืองน้ำ แต่สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเนื้อหนาของเมืองฟ้าไว้กันอากาศหนาวเหน็บ ส่วนองค์ชายน้อยยังคงอยู่ในชุดของชาวเมืองฟ้า เสื้อคลุมยาวปักฉลุลวดลายงดงามอ่อนช้อยสวมเสื้อคลุมผ้าขนสัตว์ยืนอยู่เบื้องหลัง

อีซองมินอยากจะวิ่งถลาไปหาเจ้านายน้อยของตนนักแต่ก็ติดมือของคยูฮยอนที่ดึงชายเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น

“จะไปไหนอยู่ด้วยกันก่อนเลยนะ เจ้าตัวยุ่ง เพราะเจ้าแท้ๆ ดื้อไม่เข้าเรื่อง” เขากระซิบลอดไรฟัน พี่เลี้ยงหนุ่มหันมาเข่นฟันเข้าใส่ก่อนจะออกแรงกระตุกชายเสื้อให้หลุดมือ แล้วตั้งท่าจะวิ่งไปหาองค์ชายควอน แต่ก็ต้องผงะ เพราะราชาเมืองน้ำยืนขวางไว้ ดวงตาคมนั้นวาวโรจน์ในความมืด น่ากริ่งเกรงจนซองมินอดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้ หันไปหาเจ้านายตัวเองหมายจะขอความเห็นใจ องค์ชายน้อยก็มองเขาตาขวางอยู่เช่นกัน

“พวกเจ้ามาปีนต้นไม้ตรงหน้าต่างห้องข้าทำไม” จอมราชาหนุ่มถามเสียงเข้ม ข้างหลังของจำเลยทั้งสอง บรรดาทหารเมืองน้ำต่างต้องช่วยกันลากกิ่งไม้ขนาดใหญ่นั่นออกไปให้พ้นทาง

“คือ เอ่อ ข้ามาชมจันทร์” คยูฮยอนหมดปัญญาจะหาข้อแก้ตัวจึงได้พูดอะไรโง่ๆเช่นนั้นออกไป ขณะที่ซองมินได้แต่ก้มหน้านิ่ง

อากาศเมืองฟ้าหนาวเย็นตลอดปี แต่ตอนนี้ซองมินกลับเหงื่อกาฬไหลโทรมไปทั่วแผ่นหลัง พยายามคิดหาข้อแก้ตัวต่างๆนาๆ

“แล้วเจ้าละคุณพี่เลี้ยง” เขาหันมาถามพี่เลี้ยงอีที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่เลี้ยงหนุ่มอึกอักขึ้นมาในทันที เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมองค์ชายน้อยของตนถึงต้องพ่ายแพ้แก่เจ้าราชาเมืองเถื่อนนี้อยู่ร่ำไป

“ข้า มาเก็บผลไม้” จบคำของพี่เลี้ยงหนุ่ม องค์ชายน้อยก็ส่ายหัวเบาๆ ไอ้ต้นที่ปีนอยู่มันมีลูกที่ไหนกันเล่า ถึงมีมันก็กินไม่ได้ เขาภาวนาให้เจ้าราชาเมืองน้ำไม่รู้จักพันธุ์ไม้นี้

“หืม ต้องจำเพาะเป็นต้นนี้เสียด้วยเอาเถอะ ไหนๆ เจ้าสองคน คนหนึ่งก็อยากชมจันทร์ อีกคนก็อยากเก็บผลไม้ เช่นนั้นคืนนี้ก็ไปหาเก็บผลไม้มาให้เต็มตะกร้า แล้วเอามาให้ข้ากับองค์ชายควอนกินในตอนเช้าด้วยก็แล้วกัน” พูดจบเขาก็สั่งให้ทหารไปเอาตะกร้ามาหนึ่งใบ

พลทหารนั้นก็แสนดี หยิบเอาตะกร้าใบเล็กมาให้ ซองมินเห็นก็โล่งอก ท้ายตำหนักมีแปลงผลไม้อยู่หลายแปลง เก็บชั่วครู่ชั่วยามก็คงพอเพียง แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องหน้าเจื่อนเมื่อ จอมราชาสั่งเสียใหม่

“ตะกร้านี้เล็กไป ไปเอาใบใหญ่กว่านี้มา”

ท้ายสุด ซองมินก็ลมแทบจับเมื่อเห็นตะกร้าใบใหม่ที่พลทหารนำมาให้ ใบขนาดนี้คงเก็บกันถึงค่อนคืน ขณะที่คยูฮยอนนั้นอมยิ้มในหน้า นึกชอบใจที่เจ้านายหาเวลาให้ตนอยู่กับพระพี่เลี้ยงได้นานขนาดนั้น

“รุ่งเช้าข้าหวังว่าจะเห็นผลไม้ทั้งหลายอยู่บนโต๊ะเสวยนะ”เขาสั่งจบก็ เดินจูงมือองค์ชายน้อยกลับขึ้นตำหนักทองไปในทันทีโดยไม่พักฟังเสียงใคร

“เป็นไงละ เก็บผลไม้ เลยได้เก็บกันเป็นจริงเป็นจังเลยทีนี้ ตะกร้าใบเท่ากระบุงขนาดนี้ ข้าเปลี่ยนอาชีพจากแม่ทัพไปเป็นชาวสวนได้พอดี” คยูฮยอนหันมาประชดพี่เลี้ยงคนงามยิ้มๆ ขณะที่อีซองมินทำหน้ายู่ย่น ตวัดเสียงแหลมใส่ทันที

“ไม่ต้องเลย เจ้านั้นแหล่ะ ชักชวนข้ามาเล่นพิเรนทร์เช่นนี้”พี่เลี้ยงหนุ่มโยนความผิดให้อีกฝ่ายทันที
“อ้าว แล้วที่เจ้าพยายามจะบุกห้องเจ้านายข้าละ ดีแค่ไหนแล้วไม่ถูกสั่งขังลืมกัน” แม่ทัพโจวเถียงกลับ แล้วทั้งคู่ก็ต้องหัวหดทันที เมื่อเสียงตวาดดังมาจากระเบียงห้องชั้นสอง

“ถ้ายังเสียงดังกันอยู่อย่างนี้ ข้าจะสั่งขังลืมเสียจริงๆ” จอมราชาชะโงกหน้าลงมาตะโกนลั่น ทั้งคู่ถวายความเคารพพร้อมกันแล้วเดินไปทางสวนผลไม้ท้ายวังทันที

ภายในห้ององค์ชายน้อยยืนอยู่กลางห้องรับรอง อยากจะเดินออกไปช่วยพี่เลี้ยงของตนเก็บผลไม้ แต่เมื่อคิดอีกที ปล่อยให้ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอันมีค่าอยู่ด้วยกันตามลำพังเสียจะดีกว่า เขาจึงรอให้คนตัวสูงเดินกลับมาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นติดแววสาแก่ใจที่ได้ดัดหลังเพื่อนสนิทกับพี่เลี้ยงจอมแสบเสียบ้าง

เขาเดินมาเชยคางคนตัวเล็กขึ้น จูบแก้มเนียนเบาๆ ก่อนจะบอกประโยคที่องค์ชายน้อยต้องยืนตัวแข็งอีกหน
“ส่วนเจ้า บทลงโทษของเจ้ายังไม่หมดเสียทีเดียวหรอกนะ” เขายิ้มเบาบางก่อนจะจูงร่างน้อยนั้นกลับเข้าไปในห้องบรรทม

“คืนนี้เจ้าต้องกอดข้าให้แน่นทั้งคืนเลยเชียว” จอมราชาหนุ่มพูดพร้อมหัวเราะในลำคอก่อนจะหับบานประตูปิดลง
คืนนี้คงไม่มีใครอยากรู้อยากเห็นเรื่องการลงโทษคนตัวน้อยนี้อีกแล้ว

หรือว่ายังมีผู้ใดอยากรู้เรื่องบทลงโทษแสนอ่อนหวานเช่นนั้นอีก
.................................................................
ท่ามกลางแสงสลัวของดวงจันทร์ที่แหว่งวิ่นเหลือเพียงครึ่งดวงและคบไฟที่จุดกระจายไว้ตามตำแหน่งต่างๆ ในตำหนักทอง แม่ทัพหนุ่มผู้แกล้วกล้าจำต้องคอยเดินตามคุณพี่เลี้ยงต้อยๆ มือหนึ่งถือตะกร้า อีกมือถืออุปกรณ์สอยผลไม้ โดยมีอีซองมินถือคบไฟนำหน้า

จนไปถึงแปลงผลไม้ตรงท้ายตำหนัก ซองมินปักคบไฟนั้นลง แล้วจุดตะเกียงขึ้นเพื่อให้แสงสว่าง เขาเสียบกิ่งไม้เข้ากับที่จับของตะเกียงแล้วเอาปักไว้ตรงกลางแปลงผลไม้ แสงจากตะเกียงสว่างจ้าเป็นวงกว้างส่องให้เห็นต้นราสป์เบอรี่ขึ้นเป็นพุ่มมากมาย

คยูฮยอนมองลูกผลไม้เล็กๆสีม่วงบ้าง ชมพูอ่อนบ้าง แดงจัดบ้าง แล้วก็ส่ายหน้าลูกเล็กจิ๋วเท่าปลายนิ้วก้อยเช่นนี้ เก็บกันทั้งคืนก็คงไม่เต็มตะกร้า

“เจ้าจะเก็บผลไม้พวกนี้แน่หรือ ซองมิน คงต้องเก็บกันหมดไร่นั่นแล้วถึงจะพอ”

“เก็บแต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอก นี่ข้านึกอยากกินเอง” ซองมินอธิบายพลางเด็ดผลไม้ขึ้นมาโยนเข้าปากตัวเองเคี้ยวกินอย่างเพลิดเพลิน

“ขอข้าชิมบ้างสิ” คยูฮยอนเดินเข้าไปหา เขาไม่ค่อยได้ลิ้มรสผลไม้ของเมืองฟ้าสักเท่าไหร่ตั้งแต่มาอยู่ที่ตำหนักทองนี่ก็มีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ซองมินส่งผลไม้ในมือให้ แม่ทัพหนุ่มรับมากัดชิมแล้วก็ครางในลำคอ กับรสหวานอมเปรี้ยวของมัน

“รสชาติดีจริง หอมดีด้วย” แม่ทัพหนุ่มแอบขโมยผลไม้ลูกเล็กในมือพระพี่เลี้ยงโยนเข้าปากเสียอีกหลายลูก

“กลิ่นมันเป็นยังไงหรือ คยูฮยอน” ซองมินถามเสียงอ่อน เขาอยากรู้นักว่าผลไม้พวกนี้ที่ใครๆ ว่าหอมนั้นมันมีกลิ่นเช่นไร พี่เลี้ยงคนงามขยับตัวเข้าหาแม่ทัพโจวโดยไม่รู้ตัว

“มันก็ เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ สดชื่น เปรี้ยวอมหวานน่ะ เจ้าถามทำไม” แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เขาไม่รู้ว่าอีซองมินนั้นมีร่างกายผิดปกติไปจากคนทั่วไป จึงไม่เข้าใจว่าซองมินจะอยากรู้ทำไมว่าผลไม้พวกนี้มีกลิ่นยังไง

“ก็ข้าอยากรู้ ช่างเถอะ เราไปเก็บพวกผลไม้เนื้อแข็งก่อนดีกว่า” ซองมินตัดบทด้วยอับอายความผิดปกติของตนเอง จึงเลี่ยงเปลี่ยนเรื่องเดินไปทางอื่นเสีย

ซองมินเดินนำไปยัง สวนผลไม้อีกทางหนึ่ง ไม้ยืนต้นทั้งหมดปลูกเรียงกันเป็นระเบียบ ตรงโคนต้นไม้คลุมไว้ด้วยฟางแห้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผืนดิน ซองมินมีหน้าที่คอยชูตะเกียงส่องไฟให้แสงสว่าง ขณะที่คยูฮยอน เป็นคนคอยสอย ผลไม้ลงมา

ความฉลาดของคุณพี่เลี้ยง เขาเอาตะเกียงแขวนไว้กับกิ่งไม้ แล้วหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาเช็ดกับแขนเสื้อจนเปลือกขึ้นเงา นั่งลงกัดแทะเสียเพลินใจระหว่างที่คยูฮยอน เงยหน้าสอยผลไม้ในความมืดจนเหนื่อยอ่อน

“เจ้าสบายจริงนะ ซองมิน ข้าว่าเราพอเถอะ กลับไปเก็บเจ้าลูกไม้สีม่วงนั้นกันดีกว่า” คยูฮยอนบิดคอด้วยความเมื่อยขบ อีซองมินลุกขึ้นยืน เอาไม้สอยตะเกียงลงมาอย่างระมัดระวัง แล้วส่งแอปเปิ้ลที่เหลือในมือให้แม่ทัพหนุ่มชิม คยูฮยอนกัดผลไม้สดฉ่ำนั้นแล้วก็นึกติดใจในกลิ่นรสหอมหวานนัก

“ผลไม้เมืองเจ้ากลิ่นหอมหวานทุกอย่างเลย ข้าชอบจริง”

“หอมมากรึเปล่า กลิ่นเป็นอย่างไร” ซองมินกระตือรือร้นใคร่จะรู้นัก ดวงตากลมใสสะท้อนแสงตะเกียงแวววาว
“ก็หอมนะ ผลไม้นี้เรียกว่าอะไรละ”

“แอปเปิ้ล”

“หอมมาก ข้าอธิบายไม่ถูกหรอก ว่าแต่ทำไมเจ้าต้องถามข้าด้วย” เขายิ่งสงสัยหนัก ซองมินแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินหนีอีก แต่ด้วยความรีบร้อน พี่เลี้ยงหนุ่มสะดุดกิ่งไม้ ร่างอวบแน่น เซถลาล้ม ตะเกียงที่ถือมาด้วยหลุดหล่นตรงพื้นที่คลุมไว้ด้วยฟาง น้ำมันตะเกียงหกลงเป็นวงกว้าง ไฟจึงลุกพรึบขึ้นในทันที

ด้วยความตกใจ ซองมินเอามือเปล่าตะปบลงบนกองไฟนั้น จนแม่ทัพหนุ่มอ้าปากค้าง เขารีบเดินเข้ามาถอดเสื้อคลุมออกแล้วใช้เสื้อนั่นฟาดลงจนไฟดับ ก่อนจะหันไปดุพี่เลี้ยงหนุ่มเสียงดังลั่น

“เจ้าโง่หรือไร ใครเขาเอามือเปล่าดับไฟเช่นนั้น ไม่เจ็บไม่ปวดบ้างรึไงฮึ” เขาตวาดลั่นด้วยตกใจระคนเป็นห่วง

คุณพี่เลี้ยงอีสะดุ้งสุดตัว น้ำตาคลอหน่วย แม่ทัพโจวไม่เคยตวาดเขา ไม่ว่าเขาจะทุบตี ก่นด่าทำร้ายร่างกายฝ่ายตรงข้ามอย่างไร แม่ทัพรูปหล่อนี้ก็มีแต่รอยยิ้มและคำปลอบโยนอันอ่อนหวานให้เสมอ แต่วันนี้กลับตะคอกเขาดังลั่น เพียงเพราะเขามีร่างกายผิดปกติจากผู้อื่นจนลืมตัวใช้มือเปล่าดับไฟ

“ข้าไม่ได้โง่นะ ก็ร่างกายข้ามันผิดปกตินี่ ข้าไม่เจ็บไม่ปวด แค่นี้ข้าไม่รู้สึกอันใดหรอกน่า” พี่เลี้ยงหนุ่ม ปัดมือเข้าด้วยกัน ทั้งที่มือสองข้างนั้นบวมพองเพราะโดนไฟลวกเช่นนั้น

คยูฮยอนอ้าปากค้าง ถ้าเป็นคนธรรมดาคงร้องโอดโอยด้วยปวดแสบปวดร้อนไปเสียแล้ว แต่นี้ซองมินกลับทำแค่ ปัดมือเข้ากับชุดจนสะอาด เพ่งดูแผลในความมืด และไม่ได้มีท่าทีอันใด ที่จะบ่งบอกว่าเจ็บปวดทุกข์ทรมานทั้งสิ้น

แต่อย่างไรก็ดี มือบางๆสองข้างนั้นถ้าหากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลเสียก่อน ไม่นานก็คงบวมเป็นถุงน้ำ และกลายเป็นแผลพุพองเสีย เขารีบดึงร่างน้อยไปยังลำธารใสแถวนั้นทันที โดยไม่สนใจว่าพี่เลี้ยงคนงามจะสะบัดตัวหนีสักเพียงไหน
เขาจับมือน้อยจุ่มลงในน้ำเย็นจัด ซองมินเบือนหน้าหนีสายตาของคนข้างๆ รู้สึกลำบากใจนักที่ต้องเปิดเผยความพิกลพิการอันแปลกประหลาดในร่างกายให้คนอื่นรับรู้

“เจ้า ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง ซองมิน” แม่ทัพหนุ่มถามเบาๆ ทั้งที่ยังจับมือสองข้างนั้นแช่ในน้ำเย็นจัดต่อไป เขาเองแค่โดนน้ำเย็นมากๆ ยังรู้สึกชาไปทั้งข้อนิ้วแต่ดูเหมือนพี่เลี้ยงคนงามจะไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่ว่าทั้งความร้อนหรือความเย็น

“อืม ข้าไม่รู้สึกหรอก ต่อให้ข้าโดนไฟลวกทั้งร่างข้าก็คงไม่รู้สึกอันใด” เขาตอบเบาๆ พลางแค่นหัวเราะให้ตัวเองเป็นเชิงประชด

แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความมึนงง ก่อนจะสั่งให้ซองมินเอามือแช่น้ำไปก่อน แล้วตัวเขาเองวิ่งไปหยิบคบไฟมาหนึ่งอัน เขาส่องดูถึงเห็นว่าฝ่ามือน้อยๆ นั้นค่อยคลายอาการบวมแดงลงบ้างแล้ว แต่เพื่อความแน่ใจเขาจึงจับมือเล็กนั้นจุ่มลงในน้ำเย็นจัดอีกหน

“ทำไมร่างกายเจ้า ถึงเอ่อ เป็นแบบนี้ละ” เขาค่อยๆ เลียบเคียงถาม ซองมินเบือนหน้าซ่อนน้ำตา ก่อนจะตอบเบาๆ
“เจ้าจะมองว่าข้าเป็นตัวประหลาดรึเปล่า”

“ไม่หรอก ไม่มีวัน” เขาตอบหนักแน่น

“ร่างกายข้าคงถูกสาป ผิวกายข้ารับสัมผัสไม่ได้ ต่อให้รับได้ก็น้อยมาก แผลไฟลวกเช่นนี้ข้ารู้สึกว่ามันแค่แสบเล็กน้อยเท่านั้น จมูกข้าก็ไม่ได้กลิ่น ข้าจึงได้ถามเจ้านักหนาว่ากลิ่นของผลไม้นั้นเป็นอย่างไร เพราะข้าก็ใคร่อยากจะรู้บ้าง” เขาอธิบายให้รวบรัด กลัวนักว่าแม่ทัพต่างเมืองจะมองเขาเป็นตัวประหลาดเหมือนที่หลายๆคนมอง

ตอนเด็กๆ ก่อนจะมาเป็นพระพี่เลี้ยงให้องค์ชายรัชทายาท เขาถูกล้อเลียนว่าเป็นตัวประหลาด เป็นคนไร้ความรู้สึกบ้างละ เป็นรูปปั้นบ้างละ เป็นตุ๊กตาบ้างละ และเพราะว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดนี้ จึงถูกบรรดาเด็กรุ่นเดียวกันกลั่นแกล้งให้เจ็บตัวอยู่ เสมอ แม้จะมีจุนโฮคอยช่วยเหลือก็ตาม แต่จุนโฮก็ไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา ดังนั้นหลายครั้งซองมินก็กลับตำหนักหมอหลวงทั้งที่เลือดอาบหน้า เนื่องด้วยโดนเด็กเกเร เอาก้อนหินขว้างใส่

การได้มาเป็นพระพี่เลี้ยงขององค์ชายรัชทายาทจึงเป็นสิ่งวิเศษที่สุด เพราะตั้งแต่ถวายตัวเข้าในวังหลวง ก็ไม่มีใครที่ไหนกล้ารังแกซองมินอีกเลย อีกทั้งองค์ชายน้อยก็ดีกับเขามากเป็นห่วงเป็นใยเขาทุกอย่าง บางทีองค์ชายควอนชอบตรัสล้อเล่นกับเขาว่า

“ข้ากับเจ้า เราก็ประหลาดพอๆกันนั้นแหล่ะ คนหนึ่ง รับรู้กลิ่นไม่ได้ อีกคนก็มีกลิ่นกายหอมฟุ้ง เหมือนว่าสวรรค์ส่งเจ้ามาให้ข้าเชียวละซองมิน” 

ซองมินไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากพอจนได้มาเป็นข้ารับใช้ขององค์ชายควอน จึงไม่แปลกใจที่ซองมินจะยินดีถวายทั้งชีวิตนี้เพื่อองค์ชายรัชทายาท

คยูฮยอนนิ่งงันไปพักหนึ่งจนซองมินใจเสีย แล้วจู่ๆคุณแม่ทัพก็เชยคางเขาขึ้น ก่อนจะเกลี่ยนิ้วลงบนแก้มนวลช้าๆ
“อย่าคิดว่าเป็นคำสาปเลยซองมิน ฟ้าอาจจะประทานความพิเศษเช่นนี้มาให้เจ้าจริงๆก็ได้ คิดดูเถิดคนทั้งโลกจะมีใครเหมือนเจ้าอีก จมูกเจ้าไม่ได้กลิ่นก็ไม่เป็นไรนะ ข้ายินดีจะอธิบายถึงกลิ่นอันแสนวิเศษบนโลกนี้ให้เจ้าฟัง” คยูฮยอน พูดหวานปลอบใจพี่เลี้ยงหนุ่ม

“เจ้าจะทำได้ยังไง จะอธิบายยังไงให้ข้าเข้าใจละ” ซองมินถามด้วยความสงสัย

“ฮืม งั้นข้าอธิบายกลิ่นตอนนี้ให้เจ้าฟังก่อนไหม รอบข้างนี้เป็นกลิ่นฟางแห้งสดใหม่ กลิ่นมันสดชื่น ผนวกเข้ากับกลิ่นน้ำค้างกลางค่ำ ยิ่งสูดดมก็ยิ่งชื่นปอด อากาศก็เย็นฉ่ำ แต่ว่านะในบรรดาทั้งมวลนี้ก็ยัง สู้กลิ่นแก้มนวลนุ่มเย็นของเจ้าไม่ได้” แม่ทัพหนุ่มพูดจบก็ แกล้งจูบลงบนแก้มนิ่มนั้นเบาๆ เสียหนึ่งที

แม้ซองมินจะไม่รู้สึก แต่ใบหน้าหล่อคมที่อยู่แนบชิดก็ทำให้ใจดวงน้อยสั่นรัวไม่เป็นจังหวะ เขาอยากจะผละออก แต่ไม่รู้ว่ามนต์อันใดสะกดให้ยอมอยู่เฉย

“แก้มเจ้านิ่ม เสียแต่เย็นแต่ไปหน่อยคงเพราะอากาศหนาว มันหอมชื่นใจข้านัก” คยูฮยอนเกลี่ยปากนุ่มเข้ากับแก้มเนียนใส คนตัวเล็กอดรู้สึกเขินอายไม่ได้ เขาผลักร่างสูงโปร่งออก วักน้ำจากลำธารแล้วสาดใส่ใบหน้าหล่อเหลานั้นนั้นที จนแม่ทัพหนุ่มร้องโวยวาย

“เจ้ามันทะลึ่ง” ซองมินลุกขึ้นเดินหนีทั้งที่ใจสั่นรัว คยูฮยอนตามมาดึงมือไว้ เอาผ้าเช็ดหน้าประจำตัวซับให้จนแห้ง เพ่งมองดูในความมืดถึงเห็นว่าอาการบวมแดงนั้นลดลงแล้ว แต่คงยังไว้ใจไม่ได้

“ฮืม เดี๋ยวแผลจะไม่หายเจ้ารอตรงนี้ก่อนนะ”

แม่ทัพหนุ่ม เดินบุกเข้าไปในดงสวนสมุนไพร ตัดเอาก้านว่านหางจระเข้ขนาดใหญ่เท่าแขนติดมือมาด้วย พืชชนิดนี้ขึ้นอยู่ทั่วไป แม่ในเมืองน้ำเองก็มีเพียงแต่ต้นไม่ใหญ่ขนาดนี้ เขาหยิบมีดพกขึ้นมาลอกเปลือกด้านนอกออก จนเหลือแต่วุ้นใสข้างใน เอาเนื้อวุ้นนั้น ไปล้างน้ำในลำธารจนสะอาดแล้วถึงฝานเป็นชิ้นบางๆเอามาโปะไว้บนฝ่ามือของพี่เลี้ยงคนงาม

“เดี๋ยวกลับไปค่อยไปหาหมอหลวงกัน” เขาบอก พลางเอาผ้าเช็ดหน้ามาพันมือให้ อีกข้างก็เอาผ้าเช็ดหน้าของซองมินมาพันไว้เช่นเดียวกัน

“ดึกแล้ว ข้าค่อยไปพรุ่งนี้ก็ได้”

“ก็ตามใจเจ้า มาเถอะ เรายังต้องเก็บผลไม้อีกตั้งครึ่งตะกร้า”

แม่ทัพหนุ่ม หิ้วตะกร้าขึ้นมาคล้องไว้ที่แขน มือหนึ่งถือคบไฟ อีกมือถือตะกร้อเป็นที่วุ่นวายจนซองมินขำ
“ข้าช่วยถือ”เด็กหนุ่มทำท่าจะแย่งคบไฟมาถือเสียเอง

“มือเจ้าเจ็บ ถือไม่ได้หรอก”

“ข้าไม่รู้สึกเจ็บเลยนี่"

“ถึงไม่รู้สึก มันก็ไม่ควร เดี๋ยวแผลจะพุพองช้ำบวมไปมากกว่านี้ เดินตามข้ามาเฉยๆ เถอะน่า” แม่ทัพหนุ่ม ยืนยันคำเดิม ซองมินนั้นตื้นตันนักที่ผู้ชายตรงหน้าเป็นห่วงเขามากขนาดนี้

“ขอบใจเจ้านะ ที่ไม่มองว่าข้าเป็นตัวประหลาด”

“ฮืม เจ้าไม่ใช่ตัวประหลาดหรอก”เขาหัวเราะ” เจ้านะมันตัวแสบเลยต่างหาก” แล้วคยูฮยอนก็ต้องร้องโอ้ยดังลั่นเพราะซองมินทุบเข้าที่หลังกว้างนั้นเสียหนึ่งที หน้าหวานย่นยู่ ทำแก้มป่องด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะชี้นิ้วออกคำสั่ง

“เก็บไอ้นี้ไปด้วย” นิ้วเรียวชี้ไปยังฟักทองลูกเล็กผิวเกลี้ยง
“นั่นมันฟักทอง ไม่ใช่ผลไม้”

“เก็บไปเถอะน่ะ ลูกมันใหญ่ดี จะได้เต็มตะกร้าไวๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะเอาไปทำอะไรดี”
“เจ้านี้มันหาเรื่อง มันเป็นผักนะ”

“เก็บเถอะน่า ก็ข้าชอบกินนี่” คนตัวเล็กขึ้นเสียงดังพลางทำแก้มป่อง คราวนี้แม่ทัพใหญ่ถึงกับหลุดยิ้ม
“เจ้าชอบกินฟักทองกระนั้นหรือ”

“อือ ชอบ เก็บได้รึยังเล่า”
“งั้นข้าจะเก็บให้หมดแปลงเลยนะ”

“บ้า จะกินยังไงหมดละ เอาไปแค่สองสามลูกก็พอ จะเอาไปต้มแล้วโรยน้ำตาลกิน”
คยูฮยอน เดินไปตัดฟักทองตามคำขอ พลางจำไว้ในใจให้แม่นมั่น ว่า

”ซองมินชอบกินฟักทอง” หลังจากนั้นทั้งคู่จึงค่อยเดินไปเก็บลูกราสป์เบอรรี่ ซองมิน เอาใบไม้มาวางกรุจนทั่วตะกร้า แล้วให้คยูฮยอนเก็บไปเรื่อยๆ

“เอาอันนั้นสิคยูฮยอน สีที่มันเข้มๆ หน่อย ลูกสีอ่อนมันยังไม่สุกเลย” คยูฮยอนลองงับลูกไม้สีชมพูอ่อนเข้าปากแล้วก็หลับตาย่นหน้า ด้วยโดนความเปรี้ยวของผลไม้ที่ยังไม่สุกดีเล่นงาน

“สมน้ำหน้า เปรี้ยวละสิ มานี้ข้าถือคบไฟให้ ข้าไม่เป็นไรหรอก เจ้าเล่นพันแผลที่มือให้ข้าไว้หนาขนาดนี้” ซองมินแย่งคบไฟมาถือไว้ให้เอง แล้วเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพโจว

ชายหนุ่มมือหนักไปนิด จึงขยี้ลูกไม้สีแดงนั้นจนปริแตกน้ำหวานฉ่ำเยิ้มติดปลายนิ้ว กลิ่นหอมหวานของผลไม้ลอยอวลบางเบา

แต่ซองมินกลับได้กลิ่น เด็กหนุ่มแปลกใจนักกับสัมผัสใหม่นี้ เขาตาโตทำจมูกฟุดฟิดหาต้นตอของกลิ่นอ่อนหวานนั้น

“เจ้าเป็นอะไรซองมิน ทำจมูกเหมือนกระต่ายไปได้”คยูฮยอนหัวเราะ เขาโยนลูกไม้สีแดงเข้มนั้นทิ้งแล้วก็เก็บลูกใหม่ขึ้นมา วางลงในตะกร้าอย่างเบามือ

“คยูฮยอน ข้ารู้สึกแปลกๆ ข้าว่าจมูกข้ารู้สึกแปลกๆ ข้าได้กลิ่นนะ มันเรียกว่ากลิ่นรึเปล่า มันแปลกมากแปลกจริงๆ” ซองมินมีท่าทางตื่นเต้นดีใจนัก เขาดึงผลไม้จากต้นขึ้นมาจ่อที่จมูก แล้วพยายามสูดกลิ่นแต่ก็มีเพียงลมหายอันว่างเปล่าเท่านั้นที่ผ่านเข้าปอด ประสาทการสัมผัสไม่ได้ปรุงแต่งกลิ่นใดให้เกิดขึ้นในการรับรู้ พี่เลี้ยงหนุ่มทำหน้าตาผิดหวังอีกครั้ง

“ไม่เห็นจะมีกลิ่นเลย เห็นทีข้าคงคิดไปเองอีกแล้ว”

“ฮืม แล้วเมื่อครู่นี้เจ้าได้กลิ่นหรือ กลิ่นมันเป็นอย่างไรละ”

“ก็ไม่รู้สิ ข้าไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่มันก็ทำให้ข้ารู้สึกดีมากเลยละ” ซองมินถอนหายใจ คยูฮยอนเอื้อมมือมา ลูบแขนนั้นเบาๆเป็นเชิงปลอบก่อนจะกลับไปเก็บลูกไม้ขึ้นมาใหม่

ผลไม้นั้นเมื่อสุกเต็มที่ก็ส่งกลิ่นหอมหวน จนคยูฮยอนอดยกขึ้นมาดอมดมไม่ได้ เมื่อนั้นเองซองมินก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะได้รับรู้กลิ่นอันหอมหวานนั้นอีกครั้ง

“เอ๊ะ จมูกข้าได้กลิ่นอีกแล้ว แปลกจังเลย แปลกจริงๆ” ซองมินร้องโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง พยายามหาต้นตอของกลิ่น แล้วก็ไปหยุดที่ผลไม้เต็มอุ้งมือของแม่ทัพโจว เขาถลาเข้าไปหาทันที กดจมูกลงกับบรรดาผลไม้ลูกเล็กจิ๋วในมือใหญ่นั้นแล้วก็ร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“คยูฮยอน ข้าได้กลิ่นจริงๆนะ กลิ่นผลไม้มันเป็นแบบนี้เองใช่หรือไม่” ซองมินตื่นเต้นนักที่จู่ๆ ตัวเองก็รับรู้กลิ่นได้ เด็กหนุ่มหยิบผลไม้ในมือของคยูฮยอนขึ้นแล้วกัดกินลิ้มรสสัมผัสที่ทั้งหอมทั้งหวานแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความปิติสุข มือน้อยเขย่าไหล่ของคยูฮยอนรัว

“คยู มันหวาน มัน ข้ารู้สึกดีนักที่ได้กลิ่นนี้ อืมข้าพูดไม่ถูก มันเรียกว่าอะไร”เขาถามแม่ทัพหนุ่มด้วยความตื่นเต้น คยูฮยอนวางผลไม้ในมือลงตะกร้า แล้วก็ยิ้มกว้างตื่นเต้นดีใจไปกับพี่เลี้ยงคนงามด้วย

“เขาเรียกว่าหอมสดชื่นนะ จำไว้” ซองมินพยักหน้ารับ ยิ้มร่าแล้วหันไปเด็ดลูกไม้จากต้นมากินเสียใหม่อีกกำใหญ่ หวังจะได้ชื่มชมกลิ่นรสอันหวานหอมอีกครั้งแต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า เบะปากทำท่าจะร้องไห้ เขาเขวี้ยงผลไม้ในมือทิ้งแล้วนั่งลงร้องไห้ทันทีด้วยความโมโห

“อะไรกัน ฟ้าเล่นตลกอะไรกับข้า ทำไมข้าไม่ได้กลิ่นอะไรอีกแล้ว อะไรกัน อะไร” พี่เลี้ยงหนุ่มก้มหน้าก้มตาร้องไห้อยู่พักหนึ่งก็ลุกมาดึงทึ้งต้นไม้พวกนั้นด้วยความโมโห จนคยูฮยอนต้องมารวบร่างไว้ เพราะเกรงว่าแผลที่มือจะลุกลาม

“นี่ ไม่เอา อย่าทำแบบนั้น”

“ทำไมฟ้าต้องสาปให้ข้าผิดปกติเช่นนี้ ข้าก็แค่อยากเหมือนคนทั่วไป ข้าอยากรับสัมผัสได้ คยูฮยอนทำไมข้าต้องผิดปกติแบบนี้”

“ฮืม เจ้าไม่ผิดปกติ เจ้าเป็นคนพิเศษ อย่าร้องไห้นะ” คยูฮยอนโยกร่างเล็กไปมาเหมือนปลอบ พี่เลี้ยงหนุ่มปาดน้ำตา แล้วค่อยดันตัวออกห่างด้วยรู้สึกเขินอาย

“มานี่มา กินอีกดีกว่า เผื่อเจ้าจะอารมณ์ดีขึ้น”
“ไม่เอาแล้ว”

“กินนิดนึงน่า” คยูฮยอน เด็ดผลไม้มาจ่อที่ปากของซองมิน น่าแปลกที่คราวนี้ซองมินกลับได้กลิ่นหอมหวนนั้นอีกคราว เด็กหนุ่มทำตาโตอีกหน

“อ๊ะ ข้าได้กลิ่นอีกแล้ว อะไรกัน แปลกจริง” เขาสงสัยกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้นัก จึงเดินออกห่างจากแม่ทัพหนุ่ม ไปเด็ดผลไม้มาดมก็ไม่ได้กลิ่น แต่พอวิ่งไปหาแม่ทัพโจว ก้มลงดมผลไม้ในมือของชายหนุ่มตรงหน้า กลิ่นนั่นก็ลอยเด่นชัดขึ้นมาอีก

“คยูฮยอน ทำไมข้าได้กลิ่นจากตัวเจ้าละ” เขาถามด้วยความตื่นเต้น ดวงใจเต้นรัวขึ้นมาอีก ตากลมนั้นวาวแววสุกสว่างในความมืด

“ฮืม ข้าก็หารู้ไม่ เจ้าได้กลิ่นอะไรจากตัวข้าละ” เขาถาม ชายหนุ่มใจเต้นระทึก ดั่งกลองรัว ตอนนี้ซองมินอยู่ใกล้เขาแค่ปลายจมูก ใบหน้าหวานก้มๆเงยๆอยู่กับมือที่จับลูกผลไม้ของเขาอยู่ แล้วชายหนุ่มก็แทบหยุดหายใจเมื่อปากอิ่มนุ่มอ้าออกงับผลไม้ในมือของจนรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นของริมฝีปากบนปลายนิ้ว

ซองมินเคี้ยวผลไม้ลูกเล็กนั้นช้าๆ พยายามรับทุกสัมผัส ทั้งรสชาติหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมสดชื่น เขาหลับตาซึมซับความดื่มด่ำนั้นไว้แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

“แปลกจริงๆ เลย แปลกมากเลยนะคยูฮยอน ผลไม้มันเหมือนจะมีกลิ่นตอนเจ้าถือเท่านั้น พอข้าเคี้ยวกินแล้วมันก็ไม่มีกลิ่นเสียแล้ว แต่ก็ดีจริงๆ ดีจังเลย ข้าได้กลิ่นแล้ว ผลไม้พวกนี้หอมดีจริงๆ นี่คยูฮยอน เจ้าช่วยป้อนผลไม้ให้ข้าอีกสิ”

“กินเสียหมด แล้วจะเอาอะไรไปให้เจ้านายกินละ รีบเก็บก่อนเถอะ เดี๋ยวกลับตำหนักข้าค่อยป้อนเจ้าใหม่” คยูฮยอนใจสั่นไม่เป็นจังหวะ เขาหันไปตั้งอกตั้งใจเก็บผลไม้ต่อ ทั้งที่แทบไม่มีสมาธิ พ่อคุณเลยจับหักกิ่งไม้มาทั้งกิ่ง โยนใส่ตะกร้าแล้วเดินออกมาทันทีโดยมีซองมินวิ่งตาม

“น่า ก็ข้าอยากได้กลิ่นอีก ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้นนะ จู่ๆ ข้าก็ได้กลิ่น คยูฮยอนข้าได้กลิ่นจากตัวเจ้าด้วย” ซองมิน วิ่งไปดักหน้าแล้วก้มหน้าลงสูดกลิ่นกายชายชาตรีของแม่ทัพใหญ่ตรงหน้าเต็มปอด ก่อนจะทำหน้าแปลกๆ

“ตัวเจ้า มันอืมมม” เด็กหนุ่มทำหน้าปุเลี่ยน ขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิด

“มันกลิ่นไม่เหมือนผลไม้เมื่อครู่เลย กลิ่นมัน อืม” จู่ๆหน้าหวานนั้นก็ซ่านสีกุหลาบขึ้นมา

“ทำไมละ เหม็นละซิ ข้ายังไม่ได้อาบน้ำเลย” คยูฮยอนหัวเราะเก้อๆ ขณะที่ซองมินถอยห่าง มองคนข้างหน้าตาแป๋ว

“ไม่ใช่นะ คือมันเอ่อ ข้าบอกไม่ถูกหรอก”คุณพี่เลี้ยงเดินไปเรื่อย เขามีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เมื่อได้กลิ่นกายของแม่ทัพหนุ่มจู่ๆร่างกายก็วูบวาบในช่องท้องแบบแปลกๆ ขาเล็กสั่นกึกขึ้นมาทั้งที่ไม่ได้รู้สึกหนาวเย็น
แต่มันวูบไหวไปทั้งร่างแค่ได้กลิ่นกายของคยูฮยอน

“ช่างมันเถอะ ไป กลับตำหนักเถอะซองมิน ดวงจันทร์ลอยสูงแล้ว เจ้าจะได้รีบไปใส่ยาทำแผลด้วย” พี่เลี้ยงคนงาม ยอมเดินตามกลับไปแต่โดยดี

ที่ตำหนักทองตอนนี้เงียบสงัด มีทหารยามที่เดินดูความเรียบร้อย ทั้งคู่แยกย้ายกันกลับห้องของตนเอง ซองมินจัดแจงเอาผลไม้ไปไว้ที่ห้องครัว แบ่งลูกราสป์เบอรี่มาจำนวนหนึ่ง กับแอปเปิ้ล ใส่จานขนาดย่อม เข้าห้องทำแผลจนเรียบร้อย ตั้งใจว่าจะกินผลไม้ก่อนนอน

แต่แล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกเศร้านักเมื่อต้องกินผลไม้โดยไม่สามารถรับรู้กลิ่นได้อีก จึงตัดสินใจเดินออกจากห้องไปตามทางเดิน ซองมินนั้นไม่รับรู้ว่าอากาศด้านนอกหนาวขนาดไหน จึงสวมเพียงเสื้อคลุมบางๆ เพียงตัวเดียวกับกางเกงขายาว ถือจานผลไม้เดินไปที่ห้องพักของแม่ทัพโจว

เขาเคาะประตูห้องอยู่ไม่กี่อึดใจ คนข้างในก็เปิดออกมา แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ระคนดีใจ
“ฮืม ซองมินมาได้ยังไง”เขาถามพร้อมยิ้มให้
“เจ้ายัง อืม ไม่ได้ป้อนผลไม้ให้ข้าเลย”

“ดึกแล้ว กลับเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยกิน”
“ไม่เอา ถ้าเกิดว่า ถ้าจู่ๆพรุ่งนี้ข้าจะไม่ได้กลิ่นอะไรขึ้นมาอีกละ ถ้าเกิดว่าเหตุประหลาดมหัศจรรย์นี้มันจะเกิดแค่คืนนี้ละคยูฮยอน”

“เจ้านี่เอาแต่ใจ เช่นนั้นก็เข้ามา” เขาผายมือเชิญให้ร่างนุ่มแน่นของพระพี่เลี้ยงเดินเข้าไปในห้อง
คยูฮยอนเชิญให้ซองมินนั่งลงบนชุดเก้าอี้ที่กลางห้อง หายไปอึดใจก็กลับมาพร้อมน้ำชาอุ่นๆ
“เอาละ ป้อนข้าเสียทีสิ” พี่เลี้ยงหน้าหวานที่แสนจะใจร้อนเอ่ยปากทันที

“ฮืม หลับตาก่อน”
“จะให้หลับตาทำไมเล่า”

“เจ้าจะลิ้มรส ได้ล้ำลึกขึ้นเชื่อข้าเถอะน่า”
ซองมินกระฟัดกระเฟียดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยอมพริ้มตาหลับลง คยูฮยอนหยิบผลไม้ลูกเล็กสีแดงเข้มขึ้นมา ส่งจ่ออยู่ที่ปากอวบอิ่มนั้น ซองมินสูดกลิ่นจนชื่นใจแล้วยิ้มร่าอ้าปากงับลูกไม้นั้นทันที ใบหน้าหวานใสนั้นยิ้มไปกินไปอย่างมีความสุข ไม่นานนัก ผลไม้ก็เหลือเพียงไม่กี่ชิ้น

“อืม มันหอมดีจัง”
“แล้วเจ้าได้กลิ่นอื่นอีกรึเปล่า” คยูฮยอนถามด้วยความสงสัย เขาแปลกใจไม่น้อยที่เกิดเหตุการณ์พิสดารเช่นนี้ขึ้น

“ก็ข้าได้กลิ่นเอ่อ ทุกกลิ่นจากตัวเจ้า”
“ตอนนี้ก็ยังได้กลิ่นอยู่รึเปล่า”จบคำถามซองมินพยักหน้าหงึกหงัก

“อืม ได้นะ”
“งั้นตอนนี้ตัวข้ามีกลิ่นยังไงละ” เขาขยับเข้ามาใกล้ ป้อนผลไม้ในมือเข้าปากไปอีกรอบ ทำเหมือนหลอกล่อเด็กก็ไม่ปาน
“ตอนนี้ตัวเจ้า อืม หอมแล้วละ นี่กลิ่นอะไรละ”

“ห่อสมุนไพร กับดอกไม้หอมที่ใช้ขัดตัวจากเมืองเจ้าไงละ กลิ่นหอมต้องใจข้านัก เจ้าก็ใช้กลิ่นนี้เหมือนกันนี่ซองมิน” เขาเขยิบตัวเข้าไปจนชิด แกล้งสูดกลิ่นหอมจากผิวกายนวลเนียนนั้น จนซองมินหน้าขึ้นสี

“กลิ่นมันเป็นแบบนี้เองหรือนี่ ข้าอาบมาตั้งแต่เด็กไม่เคยรู้หรอกว่ากลิ่นมันหอมเช่นนี้” เขาตอบพร้อมขยับตัวออกห่าง

“ข้าต้องกลับแล้ว” พี่เลี้ยงคนงามขยับตัวลุกขึ้นยืน ด้วยรู้สึกว่าตัวเองใจอ่อนให้กับผู้ชายตรงหน้ามากเกินควร
“เดี๋ยวซิ ข้ามีขนมด้วยนะ” แม่ทัพหนุ่ม ดึงแขนไว้ ก่อนจะเดินไปหยิบกล่องขนมที่ซื้อมาเมื่อตอนเย็นขึ้นมาเปิดออก

แป้งนุ่มกดด้วยพิมพ์เป็นรูปดอกไม้ สลับสีสันสวยงาม ข้างในเป็นใส่ถั่วแดงหวานที่กวนจนเหนียว ซองมินทำตาโตเมื่อเห็นขนมที่ตัวเองโปรดปราน

“อ๊ะ ขนมดอกไม้นี่นา ในเมืองยังมีขายอยู่ด้วยหรือนี่” เขาทำท่าจะหยิบขึ้นกินเองแล้วก็ทำท่าทางเอียงอาย ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเบาๆ

“ป้อนหน่อยสิ ข้าอยากได้กลิ่น แป้งพวกนี้ผสมกลิ่นดอกไม้ไว้ด้วย ข้าเคยแต่รู้รส แต่ไม่เคยรู้กลิ่น”
แม่ทัพหนุ่มบรรจงรับขนมดอกไม้นั้นขึ้นป้อนให้อย่างยินดี

“หอมจัง ดีจังเลย” ซองมินกัดเข้าไปครึ่งคำแล้วก็หันมางับเสียทั้งหมด เคี้ยวกินอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะสำลักเพราะขนมติดคอ จนคยูฮยอนต้องส่งถ้วยชาให้

“เป็นอย่างไรละ กินไม่แบ่งข้า เจ้าเลยติดคอเลย” เขาหัวเราะ ขณะที่พี่เลี้ยงคนงามไอจนหน้าดำหน้าแดง แล้วก็ทุบลงที่แขนล่ำเสียอีกที

“งั้นเจ้าก็กินเสียเองเลย ข้าจะกลับแล้ว”

“ประเดี๋ยวซิ ข้าป้อนของกินทั้งขนมผลไม้มาเสียค่อนคืน ไม่คิดจะป้อนให้ข้าบ้างหรือไร”ชายหนุ่มอ้อนเสียงอ่อน ตาหวานเยิ้มเจ้าชู้เสียจนซองมินสะเทิ้น จำต้องหยิบขนมที่เหลืออยู่มาป้อนให้เสียบ้าง

แม่ทัพหนุ่มกินไปก็มองหน้าหวานๆ ไปมันแสนจะอิ่มอกอิ่มใจยิ่งนัก

“พอรึยังละ กินของหวานตอนดึก ประเดี๋ยวก็ตัวบวม”

“บวมแบบเจ้าก็น่ารักดี” เขาหัวเราะ เมื่อซองมิน ฟาดสันมือเข้ากับบ่าแกร่ง
“พรุ่งนี้จะให้ข้ามาป้อนผลไม้ให้อีกรึเปล่า”

“ก็อยู่ที่ว่าพรุ่งนี้ปาฏิหาริย์นี้จะหายไปรึเปล่า” ซองมินตอบพร้อมทำหน้าเศร้าก่อนจะเดินเลี่ยงไปเสียอีกทาง
“เช่นนี้ เจ้าควรจะใช้คืนแห่งปาฏิหาริย์นี้ให้คุ้มค่านะ”

“หมายความว่าอย่างไร”
“ก็หมายความว่า ข้ายินดีจะอยู่กับเจ้าทั้งคืนนี้ให้เจ้าได้ซึมซับทุกกลิ่นจากข้าอย่างไรเล่า”

“ฮือ คนลามก” ซองมินย่นหน้าเข้าใส่กับคำพูดสองแง่สองง่าม
“ลามกตรงไหน เจ้าไม่อยากรู้หรือไร ว่าดอกไม้ทั้งหลายมีกลิ่นอย่างไร ชาทั้งหลาย ขนมทั้งหลายกลิ่นเป็นอย่างไร ไม่อยากรู้จริงๆหรือไร” เขาอมยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นซองมินทำท่าลังเล

“ดอกกุหลาบ มันหอมมากรึเปล่า” ซองมินตัดสินใจถาม
“หอมมาก ราชินีแห่งดอกไม้ทั้งปวง เป็นเลิศทั้งรูปลักษณ์สวยงามและกลิ่นหอมหวานชวนให้ลุ่มหลง ข้างหน้าตำหนักมีพุ่มดอกกุหลาบกำลังบานสะพรั่ง เจ้าอยากได้หรือไม่ข้าจะไปตัดมาให้เดี๋ยวนี้”

“ไม่ต้องหรอก แค่นี้ข้าก็ดีใจมากแล้ว” ซองมินถอนหายใจเตรียมเดินกลับห้อง แต่แม่ทัพหนุ่มร้องเรียกไว้อีก
“หลังห้องข้ามีดอกพลับพลึง สีขาวกลิ่นหอมจัด เจ้ารอสักครู่นะ” แม่ทัพหนุ่มวิ่งไปตัดช่อพลับพลึงมาช่อใหญ่ ดอกพลับพลึงของเมืองฟ้านี้ แต่ละดอกขนาดใหญ่ กลีบดอกอวบน้ำ ก้านเกสรชูชันเป็นละอองสีเหลืองเข้ม ส่งกลิ่นหอมขจรขจาย คยูฮยอนยื่นให้พี่เลี้ยงคนงาม ซองมินก้มลงสูดดมกลิ่นหอมแล้วก็อมยิ้มอ่อนบาง

“หอมจริงๆด้วย หอมจัง ข้าเดินผ่านเจ้ากอพลับพลึงนี้ตั้งหลายหน ไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นจะหอมขนาดนี้”
“เจ้าเอากลับห้องไปสิ”

“เมื่อไปอยู่ในมือข้า มันก็เป็นเพียงดอกไม้ที่ข้าไม่อาจรับรู้กลิ่นอยู่ดี”
“เช่นนั้นก็อยู่กับข้าเถอะคืนนี้” คยูฮยอนพูดดื้อๆ จูงมือน้อยเดินเข้าห้องพักด้านใน

“ข้าจะอยู่กับเจ้าทั้งคืน พร้อมดอกพลับพลึงช่อนี้ เจ้าจะได้กลิ่นของมันตลอดราตรีแห่งปาฏิหาริย์ ซองมิน” เขาเกลี่ยกลีบดอกไม้บอบบางเขากับใบหน้าหวาน

ไม่รู้ว่าเป็นด้วยมนต์อันไหน หรือกลิ่นหอมหวานอันเย้ายวนนั้นมันดึงดูดดวงใจให้เคลิ้มคล้อย พระพี่เลี้ยงคนงามจึงยอมเดินตามแม่ทัพหนุ่มผู้กล้าเข้าไปยังห้องนอนด้านใน แต่โดยดี
“เจ้าจะแค่นั่งรอจนข้าหลับไปใช่ไหมคยูฮยอน”

“ใช่ข้าจะนั่งถือดอกไม้อยู่ตรงนี้ละ เจ้านอนเสียซองมิน” แม่ทัพหนุ่มนั่งลงข้างเตียง มือจับช่อดอกไม้ไว้ รอจนซองมินพริ้มตาหลับลง ใบหน้านวลอมยิ้มบางเบา ก่อนจะผ่อนลมหายใจเข้าสู่ห้วงฝัน

คยูฮยอนเพ่งพิศหน้านวลใสในแสงตะเกียงแล้วก็เผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนขึ้นมา ชายหนุ่มกดจมูกคมลงข้างแก้มเนียน ก่อนจะค่อยๆ เอนตัวลงนอนเคียงข้าง โอบแขนรั้งร่างน้อยไว้แผ่วเบา

หวังนักว่าคืนแห่งปาฏิหาริย์นี้จะยาวนานออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

คืนนี้คงต้องจัดเป็นคืนแห่งปาฏิหาริย์อันแท้จริง เพราะในห้องบรรทมของจอมราชาเมืองน้ำ องค์ชายน้อย ยอมก่ายกอดร่างสูงใหญ่นั้นไว้แน่นตลอดคืน โดยไม่เกี่ยงงอน

แขนเล็กโอบรอบร่างของจอมราชา ผ่อนลมหายใจลงในความเงียบสงัด ขณะที่ซึงฮยอนรู้สึกตัวกลางดึก เขาลุกขึ้นมาไขตะเกียงจนส่องสว่าง มองร่างเล็กที่นอนขดอยู่ข้างๆอย่างอ่อนล้าด้วยรู้สึกในใจหลายอย่าง ทั้งเสน่หาเร่าร้อน ทั้งสงสารปนเปกับความขึ้งเครียด  ร่างน้อยนั้นดูจะผอมบางลงไปจากวันแรกที่ได้เจอกันอีกเท่าตัว

ข้อมือบางมีแผลรอบทั้งบวมช้ำ และแดงก่ำ บางส่วนก็ปริแตก จากกำไลตรวนที่กดซ้ำอยู่ทุกวี่วัน เขาเดินไปหยิบกุญแจออกมาจากกล่องลับ  ไขกำไลตรวนถอดออกจากมือบาง แล้วเอาไปเก็บไว้ในกล่องดังเดิม ก่อนจะเดินมาจูบลงที่ข้อมือแผ่วเบา

องค์ชายน้อยขยับตัวราวกับจะไขว่คว้าหาร่างของเขาอีก เมื่อคว้าไม่เจอก็งัวเงียลุกขึ้น ก่อนจะทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นจอมราชาหนุ่มนั่งมองอยู่ที่ข้างเตียงด้วยดวงตาคมแต่ทอดอ่อนเศร้า

“ข้าถอดตรวนให้เจ้าแล้วนะ” เขายกข้อมือบางขึ้นจูบอีกหน คราวนี้องค์ชายควอนยิ่งได้แต่นั่งตัวแข็ง ด้วยไม่รู้จะตอบอันใด แม้จะดีใจที่ได้เป็นอิสระเสียที เพราะตรวนข้อมือนั้น บาดข้อมือเขาหลายรอบ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าชายตรงหน้าต้องการสิ่งใดตอบแทนอีก

“คืนนี้ เจ้าจะได้กอดข้าได้ถนัด” เขาตอบยิ้มๆ ขณะที่องค์ชายควอนแค่นยิ้ม เขาคิดไปเองจริงๆ ว่าชายคนนี้จะปล่อยเขาเป็นอิสระโดยดี

ทุกอย่างที่ทำ ล้วนต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ

องค์ชายน้อยเบือนหน้าหนีไปเสียอีกทาง เมื่อร่างสูงใหญ่นั้นนอนลงเคียงข้าง ชายหนุ่มกดจูบลงตรงข้างแก้มจนเขาต้องเบี่ยงหนี จอมราชาจับมือเขาให้ไปโอบร่างแกร่งอีกหน

“ก็จำไว้ด้วย ว่าข้าไม่ได้กอดเจ้าอย่างเต็มใจ” องค์ชายควอนตอบเสียงแข็ง
“เต็มใจหรือไม่ เจ้าก็ต้องทำองค์ชายน้อย”

“เจ้าจะบอกว่าข้าเป็นเพียงเชลยอีกเช่นนั้นสิ” เขาหัวเราะขื่นๆ
“ใช่ และเจ้าเป็นเชลยสวาทของข้าด้วย หากยังปากดีเช่นนี้ ข้าจะไม่ใจดีอีก” เขานึกโมโหขึ้นมาอีกหน จนอยากจะสั่งสอนเสียอีกที หากแต่เมื่อมองร่างผอมบางที่มีรอยช้ำทั่ว ก็เกิดใจอ่อนขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

องค์ชายน้อยได้แต่ปิดปากเงียบ เขาเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ จนไร้เรี่ยวแรงลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน

หากโดนทำรุนแรงอีกเพียงนิด ร่างน้อยนี้คงเกินจะทานทนไหว เขาหลับตาลง แกล้งรัดร่างสูงใหญ่ให้แน่นเข้า จนคนตัวโตลอบยิ้ม

“อย่าปล่อยข้านะ องค์ชายน้อย แค่กอดข้าให้แน่นๆ ทั้งคืนก็พอ” เขากดจูบลงตรงหน้าผากเนียน แล้วปล่อยให้กลิ่นหอมนุ่มประจำตัวขององค์ชายควอนดึงเขาสู่ห้วงฝัน ในคืนแห่งปาฏิหาริย์นี้อีกคราว

โปรดติดตามตอนต่อไป
..........................................................................................
กรี๊ดดดด ขอสกรีมให้ความน่ารักของแม่ทัพโจว กับ พระพี่เลี้ยงอี
น่ารักมากอ่ะ เขียนเองปลื้มเอง แอร๊ยฟาดหมอนๆ แม่ทัพโจวน่ารักมาก

เอาละ เค้ามีข่าวมาแจ้ง ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายนะ 
คือว่า พี่ต้องทำงานแล้วฮ่ะ
ก็ทำให้ มีเวลาเขียนเรื่องเชลยรักจอมราชาน้อยลง
จากปกติ มีเวลาเขียนได้ทั้งวัน สองวันสามวันต่ออาทิตย์ ก็ต้องแบ่งสมองไปทำอย่างอืื่่นละ 
ซึ่งงานก็หนักแหล่ะ ช่วงแรกๆ อาจจะไม่มีเวลาเขียนเลยก็ได้เพราะต้องปรับตัวกับงานใหม่ 

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะลงอย่างต่อเนื่อง จนจบภาคเมืองฟ้า คือประมาณตอนที่ 17 ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้เขียน 
และหลังจากจบภาคเมืองฟ้าต้องขออนุญาติหยุดลงนิยายเรื่องนี้ ประมาณ 3 เดือน หรือนานกว่านั้น 
แล้วถึงจะเริ่มเขียนใหม่ 

ระหว่างที่หยุดลงเรื่ององค์ชายน้อย จะเอาฟิคเรื่่่อง LOVE SHOP(วอนฮยอก) ซึ่งแปลงเป็นเรื่องOnly love not just lust (เทมป์จี)มาให้อ่านกันไปพลางๆ คิดซะว่าอ่านเล่นๆ (เรื่องนี้สนุกนะเออ ลงตอนที่ 1 ในบล๊อกแล้วไปลองอ่านกันได้)
(ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ ก็คงได้เอาลงให้อ่าน)

แล้ว เก๊าสัญญาว่าเรื่องเชลยรักจอมราชาจะเขียนจนจบ แต่อาจจะจบช้ากว่ากำหนดที่วางไว้ ปลายปีนี้ ไปเป็นกลางปีหน้า เพราะภารกิจรัดพุงชิงๆ 

ขอได้โปรดเข้าใจดิฉํนด้วยนะคะ นิยายเืรื่องหนึ่งๆ ใช้เวลากลั่นกรองนานค่ะ เพื่อให้ได้อรรถรสและความสวยงามของภาษา และความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่อง 

คงจะเขียนไปเรื่อยๆ ยังไงก็อย่าลืมกันน๊า 

เอาละ พรุ่งนี้มีงานฟิคแล้ว อย่าลืมไปเจอกันเยอะๆน๊า พี่คงไม่ได้ขึ้นมาอวดโฉมที่กรุงเทพบ่อยๆ อีกแย้วววววว
http://freedombyfriends.exteen.com/

แล้วพบกันที่งานค่ะ