shortfic

Angela part

 “เมื่อคืนบอกไปแล้วว่าชอบ” ฉันนอนลืมตามองคนที่นอนอยู่เตียงข้างๆ กระพริบตาปริบๆ ขับไล่ความมึนงง ความทรงจำสุดท้ายที่จำได้คือ คำพูดที่บอกยองเบไปว่า

“แองจี้ชอบยองเบ” แล้วหลังจากนั้น ฉันก็วูบหลับไป

จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ยองเบพูดว่าอะไรต่อ ฉันพยายามเค้นเอาทุกความทรงจำออกมาแต่ไม่ว่าจะทำยังไง หัวสมองก็ว่างเปล่าไปหมด จนอยากจะทึ้งหัวตัวเอง

                ดูสิเนี่ยะ เลยไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนยองเบมันตอบว่าอะไร

                วุ้ย หงุดหงิดตัวเอง

                ฉันตัดสินใจลุกจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ ล้างหน้าล้างตา สภาพของฉันเวลานี้ยับเยินสิ้นดี ขืนปล่อยให้ยองเบตื่นมาเห็นตอนหัวฟู ขอบตาดำ แถมมีน้ำลายย้อยอยู่ตรงมุมปาก  ความหวังว่าจะพิชิตใจหนุ่มล่ำ ในทริปทะเลสุดโรแมนติคคงจบสิ้นกันพอดี

                ฉันอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แม้จะปวดหัวจนอยากจะกลับลงไปนอนกลิ้งบนเตียงเอาดื้อๆอีกสักรอบแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะวันนี้จองทริป ไปดำน้ำดูปะการัง และจะต้องย้ายที่พักไปนอนบนเกาะส่วนตัวที่จองไว้ตั้งแต่ก่อนมา ฉันฝืนใจแต่งตัว แต่งหน้าบางๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ ในขณะที่ยองเบยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง

                ยองเบ ดูไม่เปลี่ยนไปมากนัก ที่เปลี่ยนไปคงเป็นรูปร่างที่ล่ำสันขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผิวสีแทนที่เกิดจากการตรากตรำปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก ส่วนเค้าโครงหน้ายังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง คิ้วเข้ม ตาหรี่เล็ก และ ปากเจ่อๆ ที่ฉันชอบนักหนา  ฉันชอบเวลายองเบยิ้มมันเหมือนโลกทั้งโลกนี้สดใส และจะว่าฉันทะลึ่งก็ได้นะ แต่ปากเจ่อๆแบบยองเบนี่ น่าจูบชะมัด

                ฉันมองหน้ายองเบ ตอนหลับใหลแล้วก็นึกถึงวันที่ฉันต้องไปเรียนต่อที่อเมริกา

วันที่ต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ฉันนอนร้องไห้อยู่หลายวัน มีวันหนึ่ง ฉันถึงกับปั่นจักรยานไปหายองเบถึงบ้าน

                “ยองเบ กูต้องไปเรียนต่อ” ฉันพูดได้แค่นี้ก็พูดอะไรไม่ออกน้ำตาไหลหยดเป็นสายลงอาบแก้ม ทั้งที่พยายามกลั้นไว้สุดชีวิต

                “ก็ดีแล้วไง มึงได้ไปเรียนเมืองนอกด้วยนะ กูยังไม่เคยได้ออกนอกประเทศเลย” ยองเบส่งยิ้มอบอุ่น เอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ ฉันยิ่งร้องไห้หนัก อยากจะโผเข้ากอดคนตรงหน้าใจจะขาดแต่ไม่อาจทำได้

                ด้วยไม่รู้ว่ายองเบจะคิดยังไง

                “กูไม่อยากไป ไม่อยากไปแล้ว” ฉันยิ่งร้องไห้หนักขึ้นอีก จนยองเบต้องหยิบทิชชู่มาวางให้

                “ไปเถอะ กลับมากูก็ยังรอมึงอยู่ที่เดิมแหล่ะ” ยองเบยกมือเหมือนจะลูบผมฉัน แต่แล้วเขาก็รีบชักมือกลับ เหมือนว่าเส้นผมของฉันเป็นของต้องห้าม

                “ไปส่งกูด้วยนะ เดินทางวันจันทร์นี้แล้ว” ฉันรีบบอก อย่างน้อยก็อยากเห็นหน้ายองเบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางไปไกลแสนไกล

                “วันจันทร์กู ทำงาน ไม่รู้จะไปได้รึเปล่านะ” ยองเบทำหน้าตาลำบากใจ ฉันเข้าใจ เขาเพิ่งเข้ารับราชการได้ไม่นาน ขืนโดดงานเจ้านายได้เล่นงานพอดี

                “อือ มาได้ก็มานะ อยากให้มา” ฉันจับมือยองเบ กอบกุมไว้แน่น มือของยองเบหนา ใหญ่ ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคงจนไม่อยากจากไปไหน

 

                แต่คงต้องจำจากกันไกล

                ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอ

 

                วันเดินทาง ฉันยืนรีรอ ชะเง้อหายองเบอยู่ทุกขณะจิต จนแม่ฉันสังเกต เห็น

                “แองจี้ ลูกรัก ยองเบคงติดงาน ไม่เป็นไรนะลูก บอกลากันแล้วใช่ไหม” คุณแม่ ลูบผมฉันเบาๆ ฉันยิ้มเศร้าให้ ก่อนจะสวมกอดมารดา และ บิดา แนบแน่น แม้การไปเรียนต่อครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้ แต่เมื่อถึงเวลาต้องบอกลาจริงๆ ฉันกลับเศร้าจนไม่อยากไปที่ไหนทั้งสิ้น

                อยากอยู่ที่นี้ แผ่นดินเกิดเมืองนอนอันแสนอบอุ่น

                แผ่นดินที่มีผู้ชายที่ชื่อ ทงยองเบอาศัยอยู่

                ฉันไปยืนกับเพื่อนจากมหาวิทยาลัยที่มาส่งฉันเดินทางไกลในครั้งนี้ แต่สายตาของฉันก็ยังมองหาแต่คนที่ชื่อทงยองเบ

                จนกระทั่งฉันเห็นชายคนหนึ่ง ใส่ชุดทหารเต็มยศ กำลังวิ่งตรงมาทางที่ฉันยืนอยู่ หัวใจของฉันเต้นแรง เมื่อมองจนแน่ใจแล้วว่า ชายคนนั้นคือ ทงยองเบ

                ฉันยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ น้ำตาจะไหล ด้วยความดีใจ ฉันรีบบอกลาเพื่อนฝูง เดินตรงไปหา ยองเบทันที

“นึกว่ามึงจะไม่มา” ฉันยิ้มกว้าง

“มาสิ เพื่อนสนิทกู จะไปได้ผัวฝรั่งทั้งทีกูต้องมาส่งหน่อย” ฉันสุดจะหมั่นไส้จนต้องต่อยเข้าไปเสียหนึ่งที

“เออ ปากหมา ถ้ากูเจอเพื่อนผู้หญิงฝรั่งสวยๆ สูงๆ กูจะไม่แนะนำให้มึงรู้จัก” ฉันทำหน้ามุ่ย ตอบกลับ

“แล้วไปนานรึเปล่า” ยองเบถามเสียงเศร้า ฉันใจหาย เพราะฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนจบเมื่อไหร่

“ไม่รู้ แต่แองจี้จะเขียนจดหมายมาบ่อยๆ จะโทรมาหานะ จะได้ไม่ต้องคิดถึงกันมาก” ฉันรีบบอก 

“เชยว่ะมึง วิดิโอคอลก็มี มึงควรจะใช้บ้างนะ” ฉันทำหน้างอ ก็ฉันชอบเขียนจดหมาย มันโรแมนติคกว่า มันเป็นอักษรจารึกทุกความรู้สึกที่มี กี่วันกี่ปี ตัวหนังสือก็ไม่เคยเลือนลาง

“ไม่เอา กูชอบเขียนจดหมาย มึงต้องเขียนตอบกูด้วย เข้าใจรึเปล่า” ฉันยังคงยืนยัน ยองเบทำหน้าตาบ่งบอกว่า “กูขี้เกียจเขียน” ใส่ฉันทันที 

“มีอะไรด่วนก็โทรมาเหอะมึง ดูแลตัวเองนะเว้ย” ยองเบตบบ่าฉันเบาๆ อย่างที่เคยชอบทำ แต่วันนี้ฉันไม่อยากได้แค่การตบบ่าให้กำลังใจ ฉันยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ แล้วตัดสินใจดึงตัวยองเบเข้ามาสวมกอด

เป็นครั้งแรกที่ฉันได้กอดยองเบ ร่างกายยองเบ แข็งแรง บ่าใหญ่ไหล่กว้าง จนไม่อยากผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่นนี้ กลิ่นอาฟเตอร์เชฟหอมอ่อนๆ รวยรินเข้าจมูกฉัน ยองเบยืนตัวแข็งอยู่อึดใจ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมฉันอย่างนุ่มนวลฉันยิ่งกอดยองเบแน่นเข้าไปอีก อยากจะซึมซับช่วงเวลาประทับใจนี้ไว้ให้นานเท่านาน

 “อืมม ยองเบก็ดูแลตัวเองนะ” ฉันตัดใจ ถอยตัวออกห่าง โบกมือบ๊ายบาย ส่งยิ้มสดใส ให้ก่อนจะรีบหันหลัง เพราะกลัวว่าจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ฉันเดินไปสวมกอดบิดา มารดาและ เดินเข้าไปเตรียมขึ้นเครื่อง

ก่อนที่ฉันจะนั่งร้องไห้ไปเกือบตลอดการเดินทาง

หลังจากนั้น ฉันก็เขียนจดหมายมาหายองเบเป็นประจำ แต่ดูเหมือนยองเบจะงานยุ่งจนไม่มีเวลาตอบจดหมาย หลายครั้งยองเบ ใช้วิธีโทรมาหาฉันเอง

จนวันที่ฉันเดินทางกลับมายังเมืองไทย

มันเป็นช่วงที่ ประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติจากมหาอุทกภัย ฉันจึงยังไม่กล้าติดต่อยองเบในทันที ได้แต่เลียบๆเคียงๆ ถามความเป็นไปของยองเบ ผ่านทางคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น

                “แองจี้ ยองเบน่ะยังไม่มีแฟนสักทีเลยนะ” คุณแม่ของฉันบอกในวันหนึ่งหลังจากฉัน เฝ้าถามเรื่องของยองเบจากท่านมาหลายวัน

                “ห๊า ไอ้ล่ำนั่นนะคะ ยังไม่มีแฟน” ฉันไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง หัวใจเต้นโลดแรงด้วยความตื่นเต้น

                “จ่ะลูก สาวๆติดเกรียวไม่แพ้ ซึงฮยอนเลยนะ แต่ไม่รู้ทำไม ไม่ยอมรับสาวที่ไหนมาดูแลหัวใจเสียที” คุณแม่ฉันพูดยิ้มๆ ในขณะที่ฉันนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หัวใจพองฟู

               

ไม่น่าเชื่อว่าสี่ปีผ่านไปแล้ว ยองเบยังคงไม่มีคนรัก ตลอดเวลาที่รู้จักกัน ยองเบสนิทกับฉันมาก มากจนฉันต้องมานั่งฟังเรื่องรักอกหัก ของเขาอยู่บ่อยครั้ง หนำซ้ำบางทีต้องรับบทเป็นแฟน ของยองเบเวลาที่ ยองเบอยากจะปฏิเสธรักจากสาวบางคนเสียอีก

                 วันเวลาผ่านไปหลายปี ฉันพบเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่มีชายเพียงคนเดียวที่ยังคงอยู่ในความทรงจำอันสวยงาม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หลงชอบยองเบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มารู้ตัวอีกที ฉันก็มีแต่ผู้ชายที่ชื่อทงยองเบอยู่เต็มหัวใจไปหมด

                วันที่คุณแม่ สั่งให้เอาของฝากไปให้ยองเบที่ค่าย ฉันถึงได้กลับมาเจอกับยองเบอีกครั้ง

                หวานใจวัยเด็กของฉัน เติบโตมาเป็นนายทหารรูปหล่อ และยังมีรอยยิ้มสดใสที่กุมหัวใจฉันไว้ทั้งดวง

หัวใจของฉันสั่นระรัว เมื่อเห็นยองเบเป็นครั้งแรก และฉันก็แน่ใจในตอนนั้นเองว่ายังคงชอบยองเบอยู่เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

                แต่ที่ไม่แน่ใจก็คือ ไม่รู้ว่ายองเบจะชอบฉันรึเปล่า

                หลังจากนั้นอีกนานนับเดือน กว่ายองเบจะว่างจากภารกิจ ฉันไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย ชีวิตทหารกว่าจะได้มีเวลาได้พักยากแสนยาก ขืนไม่รีบช่วงชิงเวลาที่จะได้อยู่กับยองเบไว้ตอนนี้ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเวลาตอนไหน

ฉันจองทริปไปเกาะไข่มุกอันดามันแบบเร่งด่วน บุกไปหายองเบถึงบ้าน และจับยองเบลงมาที่ทะเลแห่งนี้ทันที โดยมีคุณพ่อเท็ดดี้ที่แสนดี เป็นคนช่วยบีบบังคับอีกแรง

                เสียเวลารอมาตั้งนานหลายปี ตอนนี้แองจี้ขี้เกียจจะรออีกแล้ว

                อย่างน้อย ถ้ารู้ว่ายองเบไม่ได้ชอบ ก็จะได้ตัดใจเสียแล้ว เดินหน้าต่อไป

                ปัญหาก็คือ เมื่อวานบอกชอบไปแล้ว แล้วยองเบมันตอบว่าอะไรวะเนี่ยะ

                รู้อย่างนี้ไม่เมาเสียก็ดี ไอ้ที่ซดเหล้าอั๊กๆ นั้นตั้งใจจะให้ใจกล้าขึ้นมาเสียหน่อย ไม่ได้คิดว่าจะให้เมาจนเสียสภาพแบบนั้น

                แองจี้ถอนหายใจ

อย่ากระนั้นเลย วันนี้ยังมีเวลารีบปลุกยองเบดีกว่า

                ฉันปลุกยองเบด้วยวิธีที่ได้ผลเสมอมา

                “ร้อยโททงยองเบ รายงานตัว ปฏิบัติ” ฉันตะโกนออกคำสั่งเสียงดัง สำเนียงแบบทหารเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน ยองเบสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพลง กระโดดลงจากเตียงมายืนตรง อกตั้ง เท้าชิด มือแนบลำตัว ตะโกนรายงานตัวเสียงดังลั่น

                “กระผม ร้อยโท ทงยองเบ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 รายงานตัว ครับพ้ม” แล้วยองเบก็ยืนตรงตามแบบทหารอยู่พักนึง ถึงได้สติว่า ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในราชการ

เขาเหลือบตามามองฉันแล้วทำท่าเหมือนอยากจะบีบคอฉันเสียให้ตาย ในขณะที่ฉันนอนเอามือกุมท้องหัวเราะงอหงายอยู่บนเตียง

                “ไอ้แองจี้ สนุกเหลือเกินนะเอ็ง”ยองเบถามฉันเสียงขุ่น หน้าตาหงุดหงิดเหลือหลาย

                “เอ๊า ก็ปลุกวิธีนี้ทีไรได้ผลทุกที กับพ่อบางทียังได้ผลเลยนะเว้ย ไปอาบน้ำเร็ว เดี๋ยวไม่ทันเรือ”ฉันยังขำจนน้ำตาไหล ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาป้อยๆ ยองเบถอนหายใจคว้าผ้าเช็ดตัว ถอดเสื้อออก แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ก่อนจะโผล่หัวออกมาถามฉัน

                “เมื่อคืนจำอะไรได้บ้างรึเปล่าแองจี้” เขาถามด้วยความสงสัย

                “จะจำอะไรได้ละ เมาขนาดนั้น” ฉันตอบทันควันทั้งที่หัวใจเต้นรัว

                รู้ตัวว่าโกหกตาใส แต่มันอายนี่นาขอแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ไปก่อนก็แล้วกันนะ

                “จำไม่ได้ก็ดีแล้ว เมายังกะหมา ครั้งหน้าถ้าเมาขนาดนี้จะปล่อยให้ฝรั่งลากไปเสียให้เข็ด” ยองเบพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป

                ฉันได้แต่ทำหน้ามุ่ย แอบด่าส่งท้ายเบาๆไปหนึ่งที

                “ใจร้ายว่ะ ไอ้สั้น”

“ไม่สั้นเว้ย หรือมึงจะดู” ยองเบตะโกนกลับมาจากในห้องน้ำทันทีไอ้นี่ หูไวสมกับเป็นทหาร ฉันหัวเราะ แล้วเริ่มเก็บของลงกระเป๋า เพื่อเตรียมย้ายโรงแรม

.................................................................................................................

                ยองเบอาบน้ำเสร็จ สวมกางเกง เรียบร้อย เปลือยท่อนบนอวดกล้ามล่ำๆ รูปร่างสวยงาม ทำเอาฉันอดลอบมองรูปร่างของยองเบไม่ได้ ยองเบสวมเสื้อยืดง่ายๆ ในขณะที่ฉันแต่งตัวสวยเต็มที่ เพราะอยากให้ยองเบประทับใจ

                “มึงจะไปไหนเนี่ยะ แองจี้” ยองเบถึงกับเอ่ยปากถาม

                “ไปลงเรือข้ามไปเกาะไง เร็วดิ เดี๋ยวไม่ทัน” ฉันสวมตุ้มหู เปลือกหอยอันใหญ่ ตบท้ายการแต่งตัว ในขณะที่ยองเบได้แต่ส่ายหัว แล้วก้มหน้าก้มตาลากกระเป๋าเดินตามฉันออกมาจากห้อง

                “มึงจะใส่ชุดนี้ลงทะเลรึเปล่า อย่าเชียวนะมึง เดี๋ยวปลาการ์ตูนตกใจตายห่า” ยองเบกระเซ้า ฉันทำหน้าบึ้งใส่ ไอ้บ้านี้ไม่รู้จักคำว่าแฟชั่นเอาเสียเลย

                “มึงนี่ ลงทะเลก็ใส่ชุดว่ายน้ำสิยะ แล้วนี่น่ะ ชุดธรรมดาของกูแล้ว หรือมึงอยากได้ชุดแบบจัดเต็ม” ฉันเชิดหน้าอธิบาย มั่นใจในการแต่งตัวของตัวเองเต็มพิกัด

                ชุดธรรมดาของฉันคือชุดเดรสสั้น สายเดี่ยวคอวีลึกถึงหน้าอกลายกราฟฟิคสดใส รองเท้าแตะประดับดอกไม้ขนาดใหญ่ มีสายเล็กๆพันเป็นเกลียวขึ้นมาถึงข้อเท้าขาวๆ และสวมตุ้มหูเปลือกหอยอันใหญ่บึ้ม

                นี่คือยังไม่ได้จัดเต็มนะคะ

                ยองเบได้แต่ส่ายหัว

                “ตอนเด็กๆไม่เคยเห็นมึงแต่งตัวแบบนี้” ยองเบถาม ตอนเด็กๆฉันมอมแมมมาก และชอบใส่ชุดทหารเป็นที่สุด แต่วันนี้ฉันกลายร่างจากเด็กกะโปโลกลายมาเป็นสาวสวยเนื้อหอมไปเสียแล้ว

                “ตอนนี้กูโตแล้วนะ เป็นสาวแล้ว อะไรๆมันก็ต้องเปลี่ยนบ้างสิวะ” ฉันตอบ แล้วก็รู้สึกเขินอายจนหน้าแดง เมื่อเห็นสายตาของยองเบที่มองไปทั่วร่าง ก่อนจะหยุดสายตาที่หน้าอกอวบอิ่มของฉันครู่หนึ่ง ฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ ตัวสั่น ขาสั่นไปหมดแค่โดนมองด้วยสายตาคู่นั้น

                “อืมม กูก็ว่างั้นละ ไปเหอะ” ยองเบยิ้มมุมปาก ทำตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะตัดบทแล้วรีบขับรถออกไปท่าเรือทันที ฉันถอนหายใจแล้วถึงเดินตามออกไป

                พอขึ้นรถได้ก็ฉันหลับไปตลอดทาง ด้วยยังรู้สึกอ่อนเพลียจากเมื่อคืนไม่หาย แต่พอขึ้นเรือฉันก็เริ่มเพลิดเพลินกับบรรยากาศทะเลที่แสนจะสดชื่น แต่ไม่นานเมื่อเรือเริ่มโคลงตัวจากแรงคลื่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าฉันก็เริ่มวิงเวียนศรีษะอย่างรุนแรง จนต้องนั่งหลับตาแต่ความวิงเวียน ก็ยังไม่หายไป ตอนนี้คลื่นไส้ปั่นป่วนมวนในช่องไปหมดจนอยากจะอาเจียน

                “ยองเบ แองจี้เวียนหัว” ฉันหันไปบอกยองเบเสียงแห้งระโหย เมาเรือจนหน้าซีด

                “อ้าว เฮ้ย เมาเรือละซิ เดี๋ยวนะแองจี้ ไปๆ ไปยืนรับลมข้างนอกดีกว่านะ”ยองเบ รีบประคองฉันเดินออกไปตรงกราบเรือ เอายาดมส่งให้ดม แต่ฉันยืนแทบไม่ไหว แล้วเรือโคลงโยนตัวแรงเหมือนทะเลกำลังคลั่ง

                ฉันหน้าซีด หมดแรง จนต้องเกาะแขนยองเบไว้แน่น เดินไปยังไม่ทันถึงกราบเรือ ก็ให้รู้สึกพะอืดพะอม สุดจะบรรยาย อาการเมาค้างเมื่อคืนยิ่งทำให้ฉันคลื่นไส้มากขึ้นอีก ฉันตาลาย เงยหน้าขึ้นมองยองเบทั้งน้ำตา

                “ยะ ยองเบ แองจี้ไม่ไหว แล้ว โอ๊กกกกกกก” แล้ว ฉันก็สุดทน ฉันอาเจียนเอาของเก่าในกระเพาะใส่เสื้อของยองเบจนหมด

                “เฮ้ยยยยยยยยย ไอ้แองจี้ เอ๊าๆ เออ อ้วกแล้วก็อ้วกออกมาให้หมด เร็วมึง” ยองเบกระโดดโหยง แต่ไม่ทัน เลยเอาเสื้อรับไว้ทั้งหมด ฉันอาเจียนจนหมดแรง ยองเบถอดเสื้อออก โยนทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดีทันที บรรดาลูกเรือรีบมากวาดเก็บซากโศกนาฏกรรมที่ฉันก่อไว้ ก่อนจะมีผู้โดยสารรายอื่นลอกเลียนแบบตาม

ยองเบหันมาดูแลฉันอีกครั้งเขาประคองร่างฉันไว้ในวงแขนแข็งแกร่ง มืออีกข้างเอายาดม จ่อไว้ใต้จมูกของฉัน แล้วค่อยประคองร่างของฉันไปที่ห้องน้ำ แต่ฉันมือไม้อ่อนหมดแรงไปเสียหมดแล้ว และตอนนี้กลายเป็นว่า ฉันกำลังจะเป็นลมเพราะเห็นรูปร่างของยองเบในระยะประชิดแทน

กล้ามล่ำเป็นมัดๆ ผิวสีแทนสวยได้ที่จากการปฏิบัติหน้าที่ ใบหน้าหล่อคม จมูกโด่งที่แทบจะเฉียดแก้ม และปากเจ่อน่าจูบของยองเบ มันทำให้ฉันตาลาย 

                “ไปล้างหน้าก่อนเร็ว จะได้สดชื่น” ฉันหลุดจากภวังค์ พยักหน้าอย่างว่าง่าย เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า ล้างตาเสียใหม่ แล้วก็นึกอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี นี่มันไม่ได้อยู่ในแผนพิชิตใจหนุ่มล่ำเลยนะ

ไปอ้วกใส่อย่างนั้นแล้ว เฮ้อ

แองจี้ไม่อยากจะคิด

อายเกินทน ไม่อยากเดินออกไปเจอหน้ายองเบอีกครั้ง แต่จะให้อยู่ในห้องน้ำตลอดไปคงไม่ไหว

                ฉันเดินโซเซออกมาจากห้องน้ำ ตรงไปหายองเบที่ยังคงยืนเปลือยท่อนบนอยู่ตรงกราบเรือ ฉันสะดุดตาเข้ากับรอยแผลเป็นที่หัวไหล่ด้านซ้าย มันเป็นรอยรูกระสุนชัดเจน แต่ตอนนั้นฉันตาลายกับภาพตรงหน้าจนเกินกว่าจะคิดอะไรออก

                ให้ตาย ไอ้ล่ำนี้มันจะ หุ่นดีทะลวงใจสาวไปถึงโลกไหนกันแน่ บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ ต่างพากันทอดสายตาอ่อนเชื่อมให้ยองเบกันเป็นแถบ ฉันตวัดสายตามองสาวๆ แถวนั้นตาเขียว จนบางรายถึงกับหลบสายตา

                ก็ให้มันรู้เสียบ้าง

                ยองเบ น่ะ เป็นของแองจี้เท่านั้น

                “ยองเบ ทำไมตัวเปียกละ” ฉันถามด้วยความแปลกใจ ยองเบเปลี่ยนจากกางเกงลายทหารพรานขายาวที่ใส่ลงเรือ มาเป็นกางเกงขาสามส่วน ร่างกายท่อนบนเปล่าเปลือยพราวไปด้วยหยดน้ำ

                “กูก็อาบน้ำสิครับ มึงอ้วกใส่กูเต็มที่กูจะยืนตัวเหม็นอยู่ทำไมแองจี้” ยองเบตอบกลั้วหัวเราะ ฉันได้แต่ยิ้มแหยๆ หัวเราะแห้งๆ กลับไปให้

                “ดีขึ้นรึยัง หน้ายังซีดอยู่เลย” ยองเบเดินเข้ามาใกล้ ส่งยาดมให้ฉันอีก แล้วเอายาแก้เมาเรือส่งให้ฉันกิน

                “ก็ดีขึ้น แต่ถ้าเรือยังโคลงขนาดนี้กูคงแย่” ยังไม่ทันขาดคำ เรือก็โคลงตัวเอียงลาดอย่างรุนแรงฉันเซเข้าไปปะทะอกแกร่งของยองเบอีกครั้ง เขากางแขนรับร่างของฉันไว้ทันท่วงที

                คราวนี้ฉันอยากจะเป็นลมไปจริงๆ ในวงแขนล่ำๆของยองเบ ร่างกายฉันร้อนผ่าวไปหมดด้วยความเขินอาย

                แต่ฉันก็ต้องค่อยๆผละจากร่างกายของยองเบช้าๆ อ้อยอิ่งจับอยู่ตรงต้นแขนล่ำกล้ามเป็นมัดอย่างสุดแสนจะเสียดาย

                “ไม่เป็นไรใช่ไหม แองจี้ ทำไมมึงตัวแดงไปทั้งตัวเลยละ ร้อนหรือไง” ยองเบยิ้มที่มุมปาก ยิ้มทั้งปากทั้งดวงตา จนฉันอยากจะกระโดดลงทะเลให้ตายไปเสียในตอนนี้

                จะได้ไม่ต้องยืนตัวแดงเป็นกุ้งบ่งบอกความอายให้ยองเบได้รับรู้

                “อือออ ร้อน เวียนหัวไปนั่งกันเถอะ”

                “ไปสิ” ขณะกำลังจะเดินไปยังที่นั่งอยู่นั้นเอง จู่ก็มีเสียงหวานๆของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลัง

                “เบเบ้ ทงยองเบใช่ไหม”

                ทงยองเบหันขวับไปตามเสียงทันที

                “ลิเดีย โอโฮ้ เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลย” หนุ่มล่ำยิ้มกว้าง

                ส่วนฉัน หน้าหงิกบอกบุญไม่รับทันที

                ลิเดียไหนวะ ไม่รู้จัก ฉันมองไปยังหญิงสาวตรงหน้า

                ผู้หญิงตัวเล็ก บอบบาง ผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิด จมูกหน่อยเหมือนตุ๊กตา

                แต่ คิ้วน่ะ คิ้ว จะโก่งไปถึงโลกพระจันทร์รึยังไง

                ฉันยิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้น เมื่อยัยตุ๊กตาคิ้วโก่งนั้น โน้มคอยองเบเข้ามาจูบที่แก้มไปฟอดใหญ่ ไอ้ล่ำนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีจะปัดป้องเลย

                มีแต่ยิ้มกว้างระรี้ระริกเข้าใส่

                ทุเรศ

                “ลิเดีย กลับมาไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นโทรหายองเบเลย” นั่นมีอ้อนให้โทรหา ที่กับกูละนานๆจะโทรมาที

                เดี๋ยวปั๊ด นางฟ้าจะบอกพ่อเท็ดดี้ให้มาบีบคอ

                “กลับมาอาทิตย์ที่แล้ว ว่าจะโทรหาอยู่นะ แต่คิดว่ายองเบคงยุ่ง ไม่คิดว่าจริงๆ แล้วจะว่างถึงขั้นมีเวลามาเที่ยวได้”

                “ก็ไม่เชิงว่างจนมาเที่ยวนะ มีบางคนมันบังคับมามากกว่า”หางเสียงเบาลงจนเกือบเป็นเหมือนกระซิบกระซาบกันแค่สองคน ฉันยิ้มไม่ออก หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

                “ลิเดีย นี้แองจี้ เพื่อนยองเบเอง แองจี้นี่ลิเดีย”ยองเบเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามีฉันยืนอยู่ข้างๆ จึงได้หันมาแนะนำให้เราสองคนรู้จักกัน

                ความจริงก็ไม่ได้อยากรู้จักหรอกนะยะ

                “สวัสดีค่ะ คุณแองจี้” แม่ตุ๊กตาคิ้วโก่งหันมายิ้มให้ฉัน ดวงตากลมโตเป็นประกาย กวาดตามองฉันทั่วร่าง

                มันทำให้ฉันขนลุกจนบอกไม่ถูก

                “สวัสดีค่ะ” ฉันตอบแค่นั้นแล้วก็เงียบด้วยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ ในใจมันอึดอัด ที่เห็นทั้งสองงคนยิ้มหัวให้กัน อย่างสนิทสนม

                เวลาที่ผ่านไปสี่ปี ยองเบ ก็คงมีหญิงสาวมากมายเข้ามาในชีวิต

                ฉันคงโง่ไปเองที่คิดว่า ยองเบจะครองตัวเป็นโสดสนิทรอฉันยาวนานได้ปานนั้น

                “แองจี้ไปนั่งข้างในละนะ ตรงนี้ร้อน” ฉันตัดบทแล้วเดินหนีไปนั่งรอในห้องผู้โดยสารทันที

                ไม่แม้แต่จะหันไปมองว่า ยองเบจะตามรึเปล่า

                ชั่วครู่หนึ่งยองเบ จึงเดินตามมานั่งด้วย เขาคุ้ยเสื้อขึ้นมาใส่ หยิบโทรศัพท์ ขึ้นมากดโน่นนี่นั่นอยู่พักใหญ่ แล้วก็หันมาสะกิดฉันที่นั่งมองน้ำมองฟ้าสะกดอารมณ์ขุ่นมัว

                “แองจี้ ไอ้ทวิตเตอร์บนไอโฟนเนี่ยะ มันแอดเพื่อนตรงไหน กูหาปุ่มไม่เจอ”

                “มึงมีทวิตเตอร์” ฉันเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

                “อืม แต่กูไม่ค่อยได้ใช้บนไอโฟนว่ะ มันทำยังไง” ยองเบส่งโทรศัพท์มาให้ฉัน

                “แล้วมึงจะแอดใคร”

                “ลิเดีย เมื่อกี้เขาบอกว่าให้แอดเขาไป จะได้เอาไว้คุยกันได้” ยองเบยังคงยิ้มสดใสเหมือนเดิม

                แต่ฉันอารมณ์เสียสุดขีด

                ทีกับฉันไม่เห็นมันจะบอกว่ามันมีทวิตตงทวิตเตอร์

                ทีกับนังหมวยตัวเล็กนั้นละ ไม่ถึงสิบนาที ก็แลกแอคเค้าท์กันแล้ว

                นานกว่านี้พวกมึงคงแลกแอดเดรส กันเลยสินะ

                “ทำเองเว้ย ทำไม่เป็น” ฉันหน้าบึ้ง ยิ้มไม่ออก โยนโทรศัพท์คืนให้ยองเบทันที แล้วหันหน้าออกไปมองฟ้ามองน้ำเหมือนเดิม ก่อนที่ยาแก้เมาเรือจะออกฤทธิ์จนทำให้ฉันง่วงหลับไป

                คนสวยหงุดหงิดหัวใจจริงๆ

จบแองจี้พาร์ท